มูเซอ (ลาหู่) ประวัติความเป็นมา

                                                                      

               คำว่า “มูเซอ”  เป็นคำภาษาไทยใหญ่  ซึ่งคนไทยเรานำมาใช้เรียกชนชาวเขาเผ่าหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า “ล่าหู่”  มูเซอในความหมายของคนไทย  หมายถึงมูเซอดำ(ล่าหู่นะ)  มูเซอแดง (ล่าหู่ณี)  และมูเซอกุ้ย  หรือมูเซอเหลือง (ล่าหู่ฌี)

              ถิ่นกำเนิดของมูเซอ  อยู่ใกล้เขตแดนประเทศธิเบตแล้วจึงอพยพเคลื่อนย้ายไปทางตอนใต้ของยูนนาน  ภายหลังพวกมูเซอมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มชนเชื้อชาติโลโล  ซึ่งก็มาจากธิเบตและอพยพไปอยู่ทางใต้ของประเทศจีน  จะเห็นได้ว่ามีลักษณะบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับพวกลีซอและอีก้อ

              ภาษาพูดของมูเซอจัดอยู่ในตระกูลจีน – ธิเบต มีลักษณะเป็นภาษาคำโดด  ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด  แบ่งออกได้เป็น  2 กลุ่มคือกลุ่มภาษา “ล่าหู่นะ”  (มูเซอดำ) และกลุ่มภาษา “ล่าหู่ฌี”  (มูเซอเหลือง)  และในการติดต่อสื่อสารระหว่างมูเซอกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งอีก้อ  ลีซอ  จีนฮ่อ  พวกนี้มักจะใชย้ภาษาถิ่น “มูเซอดำ” (ล่าหู่นะ) เป็นภาษากลาง

 

การแบ่งกลุ่ม

              มูเซอแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม  กลุ่มใหญ่  2  กลุ่ม  กลุ่มแรกคือมูเซอดำและมูเซอแดง  กลุ่มเล็ก  2  กลุ่มหลังคือมูเซอฌี  หรือมูเซอกุย  และมูเซอเฌเล  การแบ่งเป็น  4  กลุ่มย่อย เช่นนี้เป็นการแบ่งแต่เพียงคร่าว ๆ ตามความแตกต่างเพียงผิวเผินในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา  และการแต่งกาย  แต่ในทางภาษาศาสตร์แล้ว ภาษามูเซอดำ  มูเซอแดง  และมูเซอเฌเล  ใช้พูดติดต่อกันได้  ยกเว้นภาษามูเซอกุยเท่านั้นที่ใช้พูดติดต่อกับมูเซอกลุ่มอื่นไม่ได้

- มูเซอดำ เรียกตนเองว่า  ละหู่นะ  อาจกล่าวได้ว่าพวกนี้เป็นมูเซอดั้งเดิมที่อพยพมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์และยูนนาน

- มูเซอแดง  น่าจะถือได้ว่าเป็นสาขาทีแตกต่างจากมูเซอดำ  พวกนี้เรียกตนเองว่า ละหู่ณีย่า  ที่เรียกว่ามูเซอแดงนั้นมีความหมาย  2  ประการ  คือหมายถึงแถบสีแดงผืนผ้าของผู้หญิง  หรืออาจหมายถึงพรานป่าก็ได้

- มูเซอฌี หรือมูเซอเหลือง ซึ่งคนไทยและไทยใหญ่เรียกว่ามูเซอกุย  พวกนี้เป็นมูเซอที่มาจากทางใต้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้  4 กลุ่มคือมูเซอชีนะตอ  มูเซอซีอะ   ดออะกา ทั้ง  2 กลุ่มนี้อยู่ทางใต้ของยูนนาน อีก 2 กลุ่มคือ  มูเซอชีบาหลาและมูเซอซีบาเกียว  อาศัยในรัฐเชียงตุง  รัฐฉานในเมียนมาร์และในประเทศไทย

มูเซอเฌเล  เรียกตัวเองว่า นะเหมี่ยว  มาแต่ครั้งที่ยังตั้งหลักแหล่งอยู่ในยูนนาน  และเพิ่งมาเรียกตนเองว่ามูเซอเฌเลก็เมื่ออพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย  คนไทยเรียกพวกนี้ว่ามูเซอดำ  โดยดูจากลักษณะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีดำ  มูเซอเฌเลในประเทศไทยมี  3  กลุ่ม  มูเซอพะคอ  มูเซอนะมือ  และมูเซอมะเหลาะ (มะลอ)

      

การตั้งหมู่บ้าน

            ในอดีตหมู่บ้านเซอดำกับหมู่บ้านมูเซอแดงในประเทศไทยมักจะตั้งอยู่ในระดับสูงกว่า 4,000 ฟุตขึ้นไป  ส่วนหมู่บ้านมูเซอเฌเลอยู่ในระดับ 3,500 ฟุต เป็นส่วนใหญ่  หมู่บ้านมูเซอกุยอยู่ในระดับต่ำสุดในจำนวนพวกมูเซอด้วยกัน  แต่ปัจจุบันมีหมู่บ้านมูเซอที่อยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ที่มีที่ดินดีกว่าเดิม  พวกนี้จะเลือกตั้งหมู่บ้านในบริเวณที่มีดินอุดมสมบูรณ์มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ป่า  ส่วนบริเวณที่ใช้เพาะปลูกทำกินนั้นมักจะถางป่าให้ห่างหมู่บ้านออกไป  พวกมูเซอ

เฌเลนั้นตั้งหมู่บ้านอยู่ใกล้แหล่งน้ำมากที่สุด  ปัจจุบันมีการอพยพมาตั้งหมู่บ้านใกล้พื้นราบมากขึ้น  เนื่องจากมีปัญหาพื้นที่ทำกินและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมาก

 

ระบบทางสังคม

            สถาบันครอบครัว

           โครงสร้างทางสังคมของมูเซอ  ประกอบด้วยหน่วยเบื้องต้น  2  หน่วยคือครอบครัวและหมู่บ้าน  ครอบครัวนี้ยึดถือแบบผัวเดียวเมียเดียว  แต่บางครั้งถ้าครอบครัวมีขนาดเล็กเพราะมีสมาชิกน้อยเกินไปไม่อาจทรงตัวทางเศรษฐกิจหรือประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามลำพัง  ก็อาจจะไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอื่นที่เกี่ยวดองเป็นญาติกันได้  ส่วนในระดับหมู่บ้านนั้น  หมู่บ้านมูเซอมีลักษณะทางสังคมที่ผูกพันกันอย่างหลวม ๆ แต่ละครัวเรือนมีอิสระมากสามารถแยกตัวออกจากหมู่บ้านได้ทุกเวลา  ยกเว้นกรณีที่ยังที่มีพันธะเรื่องการแต่งงานหรือเรื่องหนี้สินที่มีต่อเพื่อนบ้าน

             ระบบเครือญาติ

             มูเซอมีการสืบตระกูลทางฝ่ายแม่  ตัวอย่างที่สนับสนุนความคิดเช่นนี้ได้แก่การที่เด็ก ๆ ตั้งแต่เกิดมาก็อาศัยอยู่ในครอบครัวของฝ่ายแม่จนกระทั่งแต่งงาน (ถ้าไม่ยอมลงไปสร้างบ้านเรือนใหม่)  ผู้ชายแต่งงานแล้วก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่บ้านภรรยา  แต่เป็นที่สังเกตว่าผู้ชายมูเซอเฌเล  เมื่อแต่งงาน และอาศัยอยู่กับครอบครัวของภรรยาตามประเพณีแล้วมักจะหาเหตุขัดแย้งกับพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงหรือฝ่ายภรรยาอยู่บ่อย ๆ เพื่อแยกตัวไปสร้างบ้านเรือนใหม่  โดยเขาจะสร้างบ้านและจัดหาพื้นที่ในการสร้างบ้านเอง  เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมก็มักจะเข้ารวมกับญาติทางฝ่ายสามีและไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับญาติทางฝ่ายภรรยาเท่าใดนัก  ฝ่ายสามีจะเป็นผู้สืบสกุลแทนเมื่อบิดามารดาของตนเสียชีวิต 

             มูเซอมีชื่อที่ใช้เรียกกันเพียงชื่อแรกชื่อเดียว  ไม่มีแซ่หรือนามสกุลสำหรับผู้ที่มีนามสกุลนั้น มีใช้อยู่เพราะว่ามีผู้เข้าไปตั้งให้  มีคติของมูเซอกล่าวไว้ว่า “มูเซอ” ทุกคนจะต้องช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน  ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่”   จึงทำให้ดูเหมือนว่าทั้งหมู่บ้านเป็นญาติพี่น้องกันหมด  แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดที่มิได้ร่วมบิดามารดาเดียวกัน  ก็นับถือเป็นญาติทั้งสิ้น    ความสัมพันธ์ทางเครือญาติเช่นนี้  ก่อให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ  แนวความคิดเรื่องการนับญาติเช่นนี้ยิ่งทำให้ระบบเครือญาติขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จากการนับถือญาติภายในครอบครัวเรื่อยไปจนถึงลูกพี่ลูกน้องทั้งจากฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่  ลูกของลูก  ลูกของลูกพี่ลูกน้อง  ตลอดขึ้นไปจนถึงนับญาติในช่วงอายุที่นับลงถึงลูกหลานในอนาคตอีกชั่วอายุหนึ่งลงมา  โดยนัยนี้ บางครั้งก็เป็นปัญหาสำหรับบางครัวเรือนต้องแยกย้ายตัวออกไปจากหมู่บ้าน  เพราะความที่มีญาติที่ต้องคอยให้ความช่วยเหลืออยู่มากขนไม่อาจแบกภาระการช่วยเหลือฐาติที่ยากจนได้ตลอดไป

 

ระบบความเชื่อ

              ความเชื่อถือของมูเซอ  เป็นทั้งแบบที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว  และในเวลาเดียวกันก็มีความเชื่อในเรื่องผีสางเทวดาด้วย  เขาเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงสร้างโลกและมนุษย์ขึ้น  ความเชื่อเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทางหรือปรัญญาความคิดของคริสต์ศาสนาเป็นผลให้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในชนเผ่านี้เป็นไปได้ง่าย

              พระเจ้าผู้สร้างโลกของมูเซอที่นับถือเป็นพระบิดามีพระนามว่า “กื่อซา” มูเซอได้สร้างวัดอุทิศให้พระองค์ในทุกหมู่บ้าน  เขามีความเชื่อว่าพระเจ้าของพวกเขาเป็นผู้สร้างความดีทั้งมวล  อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากพระเจ้าแล้วยังเชื่อถือในภูติผีวิญญาณอันได้แก่  ผีเรือน  ผีประจำหมู่บ้าน ผีป่า  ผีดอย  ผีพายุ  ผีฟ้า  เป็นต้น

 

พิธีกรรมสำคัญ

                                1) พิธีกรรมฉลองปีใหม่ (เขาะจาเลอ)  มีขึ้นในเดือนมกราคมรวม 14 วัน  โดยมูเซอจะพากันตำข้าวปุกแลกเปลี่ยนกัน  ผู้หญิงผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าชุดใหม่อย่างสวยงาม  ไปเต้นรำที่ลานเต้นรำอย่างสนุกสนาน  ทุกคนกินอาหารร่วมกัน  รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่  และในช่วงนี้ถือเป็นช่วงแห่งวันบุญวันแห่งความดี จึงห้ามสมาชิกในหมู่บ้านทำสิ่งที่ไม่ดีงามโดยเด็ดขาด  เพราะถือเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

                                2) พิธีกินข้าวใหม่ (จาสือ  จ่าเลอ)  เป็นพิธีที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันกับวันขึ้นปีใหม่  โดยเป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำผลผลิตข้าวและผลผลิตอื่น ๆ ในไร่ข้าวบริโภค  มูเซอเชื่อว่าผลผลิตข้าวได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเทพเจ้า  ดังนั้นจึงต้องมีพิธีกินข้าวใหม่เพื่อบวงสรวงต่อเทพเจ้าโดยตรง  เป็นการขออนุญาตเกี่ยวข้าวมาบริโภค  พิธีนี้จะขึ้นในราวเดือนกันยายน  ช่วงเวลาประกอบพิธีมี 4 วัน คือ ประกอบพิธี 1 วัน รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่  1  วัน  พักผ่อน  2 วัน

                                3) พิธีทำบุญเรียกขวัญ  (บูตีเว  จู่จือเลอ)  เป็นพิธีทำบุญโดยการสร้างสะพานเล็กบริเวณริมทางเดินเข้า – ออกหมู่บ้าน  โดยมีหมอผีเป็นผู้ทำพิธี  ในงานนี้ต้องฆ่าหมูเซ่นต่อผีเรือน  ผูกข้อมือ  สวดอวยพรและเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า  เพื่อขอให้สมาชิกในหมู่บ้านอยู่ดีกินดีปราศจากโรคร้าย  พิธีดังกล่าวนี้จะกำหนดวันดีเป็นวันสำหรับการทำพิธี

 

การปกครอง

            ผู้นำของหมู่บ้าน

           หมู่บ้านมูเซอ  มีรูปแบบการปกครองเป็นอิสระ  หัวหน้าหมู่บ้าน (คะแซป่า)  เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง  บางหมู่บ้านนอกจากจะปกครองเพียงหมู่บ้านตนเองแล้ว  ยังปกครองหมู่บ้านอื่นอีกด้วย  ในหมู่บ้านมูเซอมักจะมีผู้นำอยู่ด้วยกัน 3 ฝ่ายคือ  หัวหน้าหมู่บ้าน  ผู้นำทางความเชื่อ  และผู้อาวุโสที่มีอิทธิพลในหมู่บ้าน

              หัวหน้าหมู่บ้าน (คะแซป่า)

         มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลลูกบ้านในด้านความสงบสุข   ความปลอดภัย  ชักจูงให้สมาชิกของหมู่บ้านร่วมปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้ปฏิบัติตามหลักหรือกฎระเบียบจารีต  ให้เป็นไปตามประเพณีนิยมของหมู่บ้าน  มีผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าที่แทนหัวหน้าหมู่บ้านในช่วงเวลาที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยู่  หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้

              ผู้นำทางความเชื่อถือ

          แบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือผู้นำทางฝ่ายพิธีกรรม (ปูจา หรือ แก่ลู) และฝ่ายหมอผี (นี่ตีซอ)  ปู่จารเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องพิธีกรรมทางความเชื่อถือ  การติดต่อกับเทพเจ้ากื่อซา  ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรมเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า  เป็นผู้ที่มีความประพฤติดีทั้งกาย  วาจา  ใจ  เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น  บางหมู่บ้านหรือบางกลุ่มมีตำแหน่งปู่จอง  หรือตูโบ  ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของหมู่บ้าน  ซึ่งอาจจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอีก 3 คน คือสล่าละซอและ วาจา   (สล่าเป็นผู้ช่วยตูโบ ละซอผู้ดูแลวัด  อาจา  ผู้ดูแลการทำพิธีให้ถูกต้อง

              หมอผี

             เป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับภูติผีวิญญาณต่าง ๆ ซึ่งอาจมีความรู้ความสามารถด้านคาถาอาคมในการขับไล่ภูติผีปีศาจ  ความรู้เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ  หรือเรียนรู้มาจากผู้รู้จนได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้าน

             ผู้อาวุโสที่มีอิทธิพล

            เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีในหมู่บ้าน  หรือเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำด้านความเชื่อถือ  เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้านและเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพยำเกรง  เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกโดยทั่วไป  อาจเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านการรักษาพยาบาล  โดยทางไสยศาสตร์ หรือยาแผนโบราณหรือสมุนไพรก็ได้

                นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ  ช่างตีเหล็ก (จ่าลี)  อาจมี 1  หรือ 2 คนประจำอยู่ในหมู่บ้าน  มีหน้าที่ตีมีดหรืออุปกรณ์ที่ใช้ทางการเกษตร  เช่น  เสียม  จอบ  ให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน  ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความเคารพนับถือเช่นกัน

 

ลักษณะการปกครอง

            ชาวมูเซอไม่มีภาษาเขียน  จึงไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร  เมื่อมีข้อพิพาท  ทุกกรณีจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ใหญ่บ้าน  ซึ่งจะยึดถือตามแนวจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา  เมื่อมีข้อร้องเรียน  ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมหัวหน้าครอบครัวทุกคนเพื่อชี้จางและตัดสินชี้ขาด   ถ้าหากผลการตัดสินเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก  ก็จะให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านแสดงความคิดเห็น  หากยังตกลงกันไม่ได้ต้องไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านพื้นราบมาช่วย  อย่างไรก็ดีผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอย่างอิสระ

               ถ้ามีเรื่องละเมิดเกิดขึ้นแล้ว  ผู้กระทำผิดจะมีโทษเพียงถูกปรับเป็นเงินตามอัตราที่ตกลงกันไว้  แต่ถ้าเป็นการกระทำผิดขั้นรุนแรงแล้ว  ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษโดยการไล่ออกจากหมู่บ้าน

              ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน  บางทีก็ไปคาบเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของพ่อครูหรือ ปู่จาร  การตัดสินใจบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยการตีความทางเวทย์มนต์จากปู่จาร  และปู่จารก็มีอำนาจในการคัดค้านการตัดสินใจของผู้ใหญ่บ้านได้  ในบางกรณีปู่จารได้รับการยกย่องให้เป็นผู้แทนพระเจ้าหรือตูโบ  ปู่จารนี้ก็ย่อมมีอำนาจทางการเมืองเหนือผู้ใหญ่บ้านด้วย  และเป็นไปได้ที่บางหมู่บ้านปู่จารและผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคน ๆ เดียวกัน  อย่างไรก็ตาม  ไม่เคยปรากฏว่ามีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างปู่จารกับผู้ใหญ่บ้าน

 

ข้อห้ามบางประการที่ควรรู้ในเรื่องพิธีกรรม

              ในขณะที่มีพิธีกรรมปีใหม่ (เขาะเจาะเลอ) ห้ามนำสิ่งเหล่านี้เข้ามาในหมู่บ้าน

  และในขณะที่มีพิธีกรรมกินข้าวใหม่  ห้ามทะเลาะเบาะแว้งและห้ามฟ้องร้องกัน โดยส่วนขณะที่การประกอบพิธีกรรมทำบุญเรียกขวัญ (ปู่ตีเว  จู่จือเลอ) ควรพูดแต่ในสิ่งที่ดีงาม  ห้ามแสดงกริยามารยาทลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งที่เคารพเชื่อถือ  และผู้คนที่อยู่พิธีกรรม  ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรระมัดระวังในสิ่งเหล่านี้

 

 ในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศ

             ชาวมูเซอยึดถือเรื่องผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัดและมีอิสระในการหาคู่ครองและเกี้ยวพาราสี มีข้อที่ควรระมัดระวังดังนี้

 

ระบบเศรษฐกิจ

           เศรษฐกิจมูเซอขึ้นอยู่กับการเกษตรแบบทำไร่เป็นหลัก  และมีการเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์และหาของป่า  พืชหลักของชาวมูเซอได้แก่  ข้าวและข้าวโพด  ในอดีตมูเซอปลูกฝิ่นกันแทบทุกหมู่บ้านแต่ปัจจุบันเลิกปลูกฝิ่นกันหมดแล้ว  และหันมาปลูกพืชทดแทนฝิ่นตามโครงการต่าง ๆ ที่ทางราชการและองค์กรเอกชนเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชผักชนิดต่าง ๆ สำหรับขาย  เช่น  มะเขือเทศ  มันฝรั่ง  ถั่วแดง  ถั่วลันเตา  ผักกาดหอม  ผักสลัด  ผลไม้ ได้แก่ เสาวรส  ท้อ  เป็นต้น

 

การเลี้ยงสัตว์และการล่าสัตว์

               นอกจากปลูกพืชหลักแล้ว  มูเซอยังเลี้ยงสัตว์ด้วย  ที่นิยมเลี้ยงได้แก่หมู่  และไก่  ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีและเพื่อการบริโภค  นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงม้า  วัว  ควาย  สำหรับใช้งานและขายเป็นสินค้า  มูเซอไม่นิยมทำคอกสัตว์  ใช้วิธีเลี้ยงปล่อยให้สัตว์หากินเองตามชายป่า  จึงมักสูญหายอยู่เสมอ

การล่าสัตว์

               เพื่อเป็นอาหาร  เนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้บางครั้งก็เอาไปตากแห้งขายได้บ้าง  วิธีการล่าสัตว์ใช้วิธีต่างคนต่างไป  หรือไล่เหล่าคือไปกันเป็นหมู่  เป็นที่ยอมรับกันว่ามูเซอเป็นนายพรานที่มีความชำนาญ  อาวุธที่ใช้แต่เดิมใช้หน้าไม้  และปืนแก๊ป เดี๋ยวนี้ใช้ปืนลูกซองเป็นส่วนใหญ่  อย่างไรก็ดี  ปัจจุบันสัตว์ป่าหายากขึ้นทุกที  และเขาก็ทราบดีว่าการล่าสัตว์ป่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย  จึงไม่ค่อยมีการล่าสัตว์ป่ากันอีกแล้ว  ยกเว้นกรณีมีหมูป่ามากินข้าวโพด  หรือมีนกมากินข้าวในไร่ที่ข้าวกำลังจะแก่  เจ้าของก็ต้องไล่ล่าสัตว์ดังกล่าวมิให้มาทำลายพืชผลของเขา