ประวัติความเป็นมา

 

           เดิมกะเหรี่ยงอาศัยอยู่แถบบริเวณต้นแม่น้ำสาละวิน  ต่อมาได้อพยพเข้าสู่เมียนมาร์และไทย  แต่คำกล่าวนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีบันทึกของมิชชันนารีอเมริกันแบบติสต์ซซึ่งไปทำงานกับชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาร์ได้ให้รายละเอียดว่ามีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกครองของเมียนมาร์กับชาวกะเหรี่ยงรวมทั้งชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น ๆ  กระทั้งเกิดเป็นสงครามขึ้น  ซี่งเป็นแรงกดดันอันสำคัญที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากอพยพเข้าสู่ประเทศไทย  ตามเขตชายแดนซึ่งเดินทางเข้ามาได้ไม่ยากนัก

           กะเหรี่ยงจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน – ธิเบต  ในประเทศไทยมี  1,925 หมู่บ้าน  87,793  หลังคา-เรือน  ประชากร  438,450  คน  คิดเป็นร้อยละ  4.793  ของจำนวนประชากรชาวเขาในประเทศไทย กระจายตัวอยู่ในเขต  15 จังหวัดคือ  กาญจนบุรี  กำแพงเพชร  เชียงราย  เชียงใหม่  ตาก  ประจวบคีรีขันธ์  เพชรบุรี  แพร่  แม่ฮ่องสอน  ราชบุรี  ลำปาง  ลำพูน  สุโขทัย  สุพรรณบุรี  และอุทัยธานี  ปัจจุบันมีกะเหรี่ยงอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองจำนวนหนึ่ง  ทำงานเป็นข้าราชการ  รับจ้าง อีกส่วนหนึ่งศึกษาเล่าเรียน  กะเหรี่ยงในประเทศไทยมี  4 กลุ่มย่อย คือ

2. การตั้งถิ่นฐาน

           กะเหรี่ยงส่วนใหญ่อยู่บนเขาและมีบ้างอยู่ตามพื้นราบ  บางแห่งมีทั้งกะเหรี่ยงสะกอ และกะเหรี่ยงโปอยู่อย่างหนาแน่นก็จริง  แต่ไม่ชอบอยู่รวมกัน หมู่บ้านถึงแม้จะอยู่ติดกันแต่ก็แยกกลุ่มกัน  ลักษณะเด่นอันหนึ่งของกะเหรี่ยงที่ไม่เหมือนกับชาวเขาเผ่าอื่นก็คือ  การตั้งหมู่บ้านอย่างถาวรเป็นหลักแหล่ง  เช่น บางหมู่บ้านของกะเหรี่ยงนั้นอยู่มานานกว่า 200 ปีก็มี  ทั้งนี้เพราะความสามารถในการอนุรักษ์ดินและน้ำ   วิธีการที่ดีและเหมาะสมคือ  การทำนาแบบขั้นบันไดตามไล่เขา  จึงสามารถที่จะทดน้ำเข้าไปใช้ได้ หรือการทำนาน้ำฝน

      คนทั่ว ๆ ไปโดยเฉพาะทางภาคเหนือรู้จักกะเหรี่ยงในชื่อว่าคนยาง  ส่วนไทยในภาคกลางนั้นรู้จักกะเหรี่ยงในชื่อว่ากะเหรี่ยง  นอกจากนั้นในท้องที่หนึ่ง ๆ อาจเรียกพวกนี้ว่า ยางแดง  ยางขาว  ยางเปียง  ยางกะเลอ  และยางน้ำ ฯลฯ ซึ่งที่แท้จริงแล้วก็คือชื่อกะเหรี่ยงอย่างเดียวกัน  แต่นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งแยกกลุ่มกะเหรี่ยงทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทยเพียง 4 กลุ่มตามที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น

        

3. ระบบสังคม

            การตั้งถิ่นฐานรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านเป็นสิ่งสำคัญคือ  เป็นแหล่งหรือสถานที่สำหรับการประกอบพิธีกรรมของตนเอง ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ นั้นจะมีหัวหน้าฝ่ายชายซึ่งมีตำแหน่งหมอผีเพียงคนเดียวเป็นผู้ทำพิธีกรรมนี้  นอกจากนั้นแต่ละหมู่บ้าน (ในอดีต)  ยังได้แบ่งเขตของตนหรืออาณาเขตของหมู่บ้านโดยใช้รัศมีการเดินทางระยะเดินเท้า 1 ชั่วโมง  เป็นตัวกำหนด  คนในหมู่บ้านหนึ่งจะไปทำไร่ในเขตของอีกหมู่บ้านหนึ่งไม่ได้  นอกจากการทำนาเท่านั้น  เพราะนาซื้อขายกันได้  แต่ไร่นั้นเป็นการถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง

           สังคมกะเหรี่ยงเป็นครอบครัวเดี่ยว  ซึ่งหมายถึงว่าในบ้านหลังหนึ่งจะประกอบด้วยพ่อแม่ และลูกเท่านั้น  เมื่อลูกแต่งงานก็จะแยกครอบครัวไปปลูกบ้านใหม่หลังเล็ก ๆ แต่มีข้อแม้ว่า  ถ้าแต่งงานแล้ว ชายจะต้องมาอยู่กับบ้านภรรยาก่อนเป็นเวลา 1 ฤดูกาลเกษตร (คือเริ่มจากการถางไร่  ปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวข้าวประมาณ 7-8 เดือน)  หลังจากนั้นก็จะปลูกบ้านใกล้ชิดกับพ่อแม่ฝ่ายภรรยา  คำว่าครัวเรือนในสังคมกะเหรี่ยงนอกจากมีความหมายถึงพื้นฐานขั้นแรกในด้านการผลิตและบริโภคแล้วยังหมายถึงว่าแต่ละครัวเรือนมีไร่ของตนเอง  พิธีกรรมด้านการเกษตรและการรักษาพยาบาลเป็นหน้าที่ของหัวหน้าครัวเรือนยกเว้นพิธีทางศาสนาหรือการเลี้ยงผีตามประเพณีของผีฝ่ายมารดา

การสืบสายฝ่ายมารดา

            กะเหรี่ยงโปเป็นกลุ่มที่นับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายมารดาซึ่งหมายถึงว่าพ่อแม่จะตร้องเป็นกะเหรี่ยงโป  สำหรับผู้มีบิดาหรือมารดาเป็นกลุ่มอื่น   เช่น สะกอ  หรือลัวะ จะไม่มีผีบรรพบุรุษหรือฝีในสายฝ่ายมารดาเดียวกัน  จะมีแต่ผีเรือนของตนเองเท่านั้น

การแต่งงาน

            การแต่งงานเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว  ซึ่งเป็นกฎที่เคร่งครัดมาก  การหย่าร้างมีน้อยและการแต่งงานใหม่ไม่ค่อยปรากฏ  การสมสู่ก่อนที่จะแต่งงานกันนี้เป็นกฎข้อห้ามและจะถูกรังเกียจถึงขั้นปรับไหมและเชื่อกันว่าผีเจ้าที่จะขุ่นเคือง

             ปกติการเกี้ยวพาราสี  มักจะเกิดขึ้นในโอกาสพิธีงานศพ  ซึ่งจัดให้มีขึ้นในหมู่บ้าน (เหมือนกับงานเทศกาล) เพราะหนุ่มสาวที่อยู่กันไกล ๆ ก็เดินทางมาร้องเพลงสวดรอบ ๆ ศพที่บ้านคนตายตลอดคืน งานศพอาจจะมีขึ้น 3 – 5  คืน โอกาสนี้ชายหนุ่มก็จะมีโอกาสเลือกคู่ครองได้

            การเลือกคู่ครองนั้น  ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้บอกตกลงแต่งงานกับชายก่อน  และบางครั้งหญิงสาวก็จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติในสังคม

            การแต่งงานระหว่างผู้นับถือผีบรรพบุรุษของสายฝ่ายเดียวกันจะกระทำมิได้ปกติกะเหรี่ยงโป่จะแต่งงานกับพวกเผ่าเดียวกันแต่ก็มีบ้างที่แต่งงานกับคนนอกเผ่า  เช่น กะเหรี่ยงสะกอ  ลัวะ และคนไทยก็มี

การสืบมรดก

            ทรัพย์สินต่าง ๆ จะแบ่งกันในระหว่างที่คู่สมรสยังมีชีวิตอยู่กับลูก ๆ  ถ้าหากลูกยังเล็กเกินไปทรัพย์สินต่าง ๆ ก็จะให้ผู้อื่นซึ่งได้แก่ญาติฝ่ายบิดามารดาเป็นผู้ดูแลให้  แต่ของส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้ตายซึ่งหมายถึงบิดามารดาจะถูกเผ่ารวมกับศพ  เช่น ปืน เสื้อผ้า  ถุงย่าม

            ถ้าหากมีการพิพากในเรื่องมรดกเกิดขึ้น  หมอผี  หรือเชี่ยเก็งคูจะปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้อาวุโสและตัดสินใจร่วมกัน

4. การปกครอง

            อำนาจในทางการปกครองโดยเฉพาะจากทางราชการที่ได้ตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านนั้น  ถ้าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและการคมนาคมลำบากแล้ว  อำนาจต่าง ๆ ของผู้รับหน้าที่จากทางรัฐบาลจะมีไม่มากเท่ากับหมอผีประจำหมู่บ้านและกลุ่มผู้อาวุโส  เพราะชาวบ้านต่างยอมรับและประพฤติปฏิบัติตามประเพณีมากกว่า  เช่น  การตัดสินปัญหาที่มีความผิด  โดยการลงโทษด้วยการขับไล่ลูกบ้านออกจากหมู่บ้านจะเป็นไปตามข้อตัดสินของกลุ่มผู้อาวุโสเท่านั้น  ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางราชการก็เป็นเพียงคนหนึ่งในคณะกรรมการของกลุ่มผู้ตัดสิน

5. ความเชื่อถือ

            ความเชื่อถือของกะเหรี่ยงได้แผ่แทรกซึมและมีอิทธิพลมากต่อการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเขา  ดังนั้นกะเหรี่ยงจึงให้ความสำคัญในทางศาสนามาก นั่นคือการนับถือผีและพุทธรวมกัน ผีที่กะเหรี่ยงนับถือซึ่งมีความสำคัญ  ได้แก่ผีเจ้าที่และผีต่าง ๆ ที่สิงสถิตอยู่ตามป่า  ภูเขา  ลำห้วย  ในไร่ และในหมู่บ้าน ฯลฯ  ผีที่ถือกันว่าเป็นผีร้ายนั้นเชื่อว่าเป็นผีที่จะทำให้ประสบภัยพิบัติทั้งปวง  จึงต้องมีการเอาอกเอาใจด้วยการเซ่นสังเวยด้วยอาหารต่าง ๆ ซึ่งได้แก่  หมู  ไก่ ฯลฯ

            นอกจากมีความเชื่อในเรื่องผีต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันต่อพวกเขาแล้ว กะเหรี่ยงยังเชื่อในเรื่องขวัญซึ่งมีประจำตัวของแต่ละคน  กะเหรี่ยงเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีอยู่ทั้งหมด  33  ขวัญ  ส่วนใหญ่ไม่สามารถนับได้หมดว่าขวัญอยู่ในส่วนไหนบ้างของร่างกาย  เพียงแต่บอกได้ว่าอยู่ในส่วนสำคัญ ๆ ของร่างกาย  เช่น ขวัญศรีษะ   ขวัญสองขวัญที่ใบหูทั้งสองข้าง ขวัญจะละทิ้งหรือหายไปก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นได้ตายไป  นอกจากนั้นแล้วเชื่อกันว่าขวัญชอบที่จะหนีไปท่องเที่ยวตามความต้องการของมันเอง และก็อาจจะถูกผีร้ายต่างๆทำร้าย  หรือกักขังไว้  ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นล้มป่วย  การรักษาพยาบาลหรือวิธีที่จะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยได้ก็คือ  การล่อและเรียกขวัญให้กลับมาสู่บุคคลที่เจ็บป่วย  พร้อมกับทำพิธีผูกข้อมือรับขวัญด้วย  ในสังคมของกะเหรี่ยงนั้นถือเป็นปกติธรรมดา  เมื่อแต่ละวันในหมู่บ้านจะทำพิธีเลี้ยงผีและการเรียกขวัญของคนเจ็บป่วยแทนการรักษาด้วยหมอสมัยใหม่  บางครั้งถึงแม้จะมีหมอเข้าไปช่วยรักษาให้ตามแบบทันสมัย  แต่ถ้าหากที่บ้านผู้ป่วยนั้นได้รักษาด้วยการเลี้ยงผีแล้วเขาจะปฏิเสธที่จะรักษาทันทีอย่างน้อย  3 วัน

6. เศรษฐกิจ

          เศรษฐกิจของกะเหรี่ยงในอดีตอยู่ในสภาพที่เรียก “เพื่อยังชีพ”  ซึ่งหมายถึงการทำมาหากินเพื่อบริโภคเท่านั้น  ได้แก่  การปลูกข้าวไร่เป็นหลัก  และการทำนาขั้นบันไดตามหุบเขา  โดยไม่มีการปลูกพืชเงินสดแต่อย่างใด  กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกฝิ่นแต่เป็นผู้เสพฝิ่นกันมาก  ทั้งนี้เพราะกะเหรี่ยงนิยมใช้ฝิ่นดิบและสุกมาใช้เป็นยารักษาโรคตร่าง ๆ และบำบัดความเจ็บปวด เนื่องจากได้รับอุบัติ เหตุ

             ปัจจุบันนี้กะเหรี่ยงเริ่มรู้จักการปลูกพืชเงินสดหรือปลูกพืชเพื่อขายกันมากขึ้น  เช่น กล่ำปลี  มะเขือเทศ  มันฝรั่ง  พืชผักและผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว  โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการหลวง  และหมู่บ้านที่มีการคมนาคมค่อนข้างสะดวก  มีน้ำใช้สำหรับการเกษตรได้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก

             กะเหรี่ยงได้ชื่อว่า  เป็นเผ่าที่รู้จักการใช้พื้นที่ทำกินแบบอนุรักษ์โดยวิธีที่เรียก “ไร่หมุนเวียน”  คือทำไปแล้วก็พักทิ้งไว้ 3 – 5  ปี ก็จะกลับไปทำใหม่วนเวียนกันอย่างนี้ตลอดไปเพื่อป้องกันการสูญเสียของหน้าดิน  อันจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ  จึงนับว่ากะเหรี่ยงเป็นพวกที่อยู่อย่างถาวรไม่เคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลดังกล่าว

            การเลี้ยงสัตว์  กะเหรี่ยงนิยมเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ เช่น วัว ควาย หมู  ไก่  โดยเฉพาะไกและหมูเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ความสำคัญทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้านได้แก่  การเลี้ยงช้าง  ในอดีตใช้ช้างเพื่อรับจ้างทำงานกับบริษัททำไม้  แต่ปัจจุบันก็ยังมีการเลี้ยงช้างไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ขี่เดินชมธรรมชาติในป่า  นอกจากนี้กะเหรี่ยงเป็นนักล่าสัตว์ป่าเพื่อการบริโภคและชำนาญในการหาของป่าขายเป็นรายได้อีกด้วย