ประวัติชาวจีนฮ่อ ในภาคเหนือ

 DSCF07991

Haw จีนฮ่อ
            นักภาษาศาสตร์จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan Language Family) Synonyms : Ho
จีนฮ่ออาศัยอยู่ใน 5 จังหวัด 20 อำเภอ 71 หมู่บ้าน ประชากรรวม 21,579 คน (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 2540, น.63) พวกจีนฮ่ออยู่ทางตอนใต้ของจีน พรมแดนระหว่างไทย ลาว อาศัยอยู่บนเทือกเขารู้จักในนาม Chinese hill farmer (Lebar and others, p.2) ชาวจีนฮ่อที่พบในประเทศไทย อพยพเข้ามาหลังการปฏิวัติระบบจักรพรรดิ์ของจีน มาเป็นคอมมิวนิสต์ โดยผู้นำการอพยพคือนายทหาร เข้ามาอยู่อาศัยในเขตติดต่อไทยพม่าปัจจุบันพบจีนฮ่อในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และพะเยาชาวจีนฮ่อในประเทศไทยถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ ภัยทางการเมืองและเปรียบเสมือนแนวกันชนในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ จีนฮ่อชื่อนี้ได้ยินกันมาตลอดแต่น้อยคนที่จะทราบว่าใครคือจีนฮ่อ จีนฮ่อคือชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากมณฑลยูนาน ลงมาทางภาคเหนือของประเทศไทยในรูปลักษณะของพ่อค้าแร่ ที่ใช้ม้าต่างหรือ ฬ่อเป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้าผ่านมาทางฮ่องลึกหรือด่านแม่สายเดินตามช่องทางนี้มาตั้งแต่โบรา

ช่องทางต่างๆ ตามทิวเขาแดนลาว ในแนวเหนือ - ใต้ ที่กั้นเขตแดนไทย - กับพม่า จะมีช่องทางต่าง ๆและทิวเขาแนวนี้เป็นที่ตั้งของกองทหารจีนคณะชาติ ที่เราไปเรียกเหมาว่า จีนฮ่อคือ
ช่องทางฮ่องลึก (ด้านท่าขี้เหล็กของพม่าติดกับอำเภอแม่สาย)
ช่องทางเมืองฝาง (น้ำกก)
ช่องทางดอยลาง -ดอยสันจุ๊
ช่องทางหมูฮ่อ (ช่องกิ่วผาวอก) เชียงดาว
ช่องทางหลักแต่ง (ช่องเมืองแหง)
ช่องทางนาป่าแปก (แม่ฮ่องสอน)
ชนชาวจีนกลุ่มที่บรรทุกสินค้า (เช่นฝิ่น) เข้ามาทางฮ่องลึกไม่ใช่จีนแต้จิ๋วซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยเรียกว่า พวกจีนฮ่อ ชาวจีนฮ่อประมาณ ๑ ใน ๓จะนับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาจีนกลางได้พากันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงรายและกลายเป็นคนไทย เป็นคหบดีของเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนไปหมดแล้วและถูกวัฒนธรรมของท้องถิ่นกลืน จนกลายเป็นคนไทยไปหมด
ดังนั้นฮ่อที่เป็นรากศัพท์ของฮ่อที่เราเรียกกันในปัจจุบัน จะต้องถือว่าไม่มีแล้วแต่มีฮ่อรุ่นใหม่ที่เราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร ก็เลยเรียกว่า จีนฮ่อจีนฮ่อรุ่นใหม่ซึ่งความจริงไม่ใช่ แต่เป็นทหารของกองกำลังทหารจีนคณะชาติยังมีจีนฮ่อพลเรือน ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในรัฐฉาน สหภาพพม่าและอยู่มานานจนถูกกวาดอย่างจริงจังจากพม่า จึงทะลักเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยจุดที่สำคัญที่สุดคือ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ในจังหวัดเชียงรายและถ้ำง๊อบในจังหวัดเชียงใหม่
          

          เมื่อจีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ได้ทั้งหมดเป็นผลให้ จอมพล เจียงไคเช็ค ผู้นำจีนชาติ ต้องถูกไล่ตีตกทะเลไปอยู่ยังฟอร์โมซาหรือเกาะไต้หวันในปัจจุบัน จีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๒ กองกำลังทหารจีนคณะชาติ "ก๊กมินตั๋ง" ที่สำคัญที่เรารู้จักกันในนามของ "กองพล ๙๓" ซึ่งยืนหยัดอยู่ในพม่านั้น ก็ถูกกำลังของพม่ากวาดล้างเกือบจะสลายส่วนกองพล (ไม่ได้มีกำลังอัตรากองพล) และกองพลอื่น ๆก็เช่นกันถูกกวาดล้างไปจนสูญสลาย ส่วนกองพล ๙๓ นั้น ไม่ได้ถึงกับสลายตัวทั้งกองพลและพอดีกับการที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายยับยั้งการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ จึงให้การช่วยเหลือทำให้กองพล ๙๓แปรสภาพเป็นกองทหารจีนกู้ชาติ มีกำลังนับหมื่น แต่ในที่สุดสหประชาชาติก็ไม่ยินยอมให้กองพล ๙๓ อยู่บนแผ่นดินไทย และอยู่ในแผ่นดินพม่าสหประชาชาติจึงลงมติให้ย้ายกองพล ๙๓ ผ่านประเทศไทย กลับไปอยู่ไต้หวัน เมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๖ แต่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองพล และทหารในกองพลนี้ระดับผู้บังคับบัญชาขึ้นมาใหม่ โดยได้ชาวจีนจากราษฏรอาสาสมัครชาวยูนานที่หนีภัยคอมมิวนิสต์ มาสมัครเป็นทหารจำนวนมาก คราวนี้ได้จัดกำลังใหม่เป็นรูป "กองทัพ" มีถึง ๕ กองทัพ คือ ท.๑ - ๕ และยืนหยัดต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ต่อไปในรัฐฉานของพม่า หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง ลำเลียงฝิ่น เป็นกองคาราวานโดยเดินทางลำเลียงระหว่างรอยต่อของไทย พม่า และลาว จนถูกขนานนามว่า "สามเหลี่ยมทองคำ"

          ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ กองทัพก๊กมินตั๋งถูกกองทัพพม่าและจีนคอมมิวนิสต์ผลักดัน กวาดล้างอย่างรุนแรงจนไม่สามารถตั้งถิ่นฐานที่มั่นในพม่าได้อีกต่อไป จนเริ่มทะลักเข้าสู่ประเทศไทยโดยกองทัพที่ ๓ ของนายพล หลี่ เหวิน ฝาน ได้เข้ามาทางเชียงใหม่ อำเภอฝาง นายพลต้วนซี เหวิน เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ดอยตุง และดอยแม่สลองและดอยแม่สลองนี้แหละ ที่เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพที่ ๕และส่วนส่งกำลังบำรุงอยู่อย่างเจ้าของพื้นที่เลยทีเดียวในขณะนั้นผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ ซึ่งกองพันตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ มีพื้นที่รับผิดชอบในการสนับสนุนการรบของทหารราบคือ กรมผสมที่ ๗ ตลอดพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูนและลำปาง เคยนำรถที่เรียกว่า รถจี๊บกลางของทหาร จะขึ้นไปสำรวจบนดอยแม่สลองแต่ขึ้นไม่ได้เพราะกลายเป็นแผ่นดินที่ต้องห้ามสำหรับคนไทยทั้ง ๆ ที่เป็นแผ่นดินไทยและในปี พ.ศ.๒๕๐๘ พวกนี้พยายามทะลักลงมาสู่ที่ราบเพื่อยึดครองพื้นที่ราบของอำเภอแม่จัน

         ในตอนนั้นผู้การกรมผสมที่๗ ท่านให้ผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 ไปกับท่านนั่งเฮลิคอปเตอร์ตรวจการเคลื่อนย้ายของจีนฮ่อกลุ่มนี้และพบกำลังเคลื่อนย้ายลงมาเป็นขบวนยาวเหยียด ต้องใช้เครื่องขยายเสียงประกาศ (ให้ล่ามจีนพูด) ให้ถอนกลับขึ้นไป มิฉะนั้นจะใช้ปืนใหญ่ยิงความจริงแล้วขู่ไปอย่างนั้น เพราะปืนใหญ่ยังอยู่ที่อำเภอแม่ริมและสมัยนั้นถนนจากเชียงใหม่ไปลำปางไม่มีถนนจากเชียงใหม่ผ่านดอยสะเก็ดมาเชียงรายไม่มี มีแต่ทางรถลากไม้ซึ่งต้องเอารถจี๊บกลางบุกมาถึงเชียงราย แต่เขาก็เชื่อฟังดีจึงถอยกลับขึ้นไปบนเขากองทัพ ๕ ของนายพล ต้วน ตั้งมั่นอย่างมั่นคง มีกรมฝึกทหารใหม่เพื่อเสริมกำลังให้แก่หน่วยที่ตั้งอยู่ทางพม่ามีโรงเรียนนจีนที่นักเรียนจีนที่นักเรียนมีวินัยมาก มีการค้า การรับจ้างลำเลียงฝิ่นต่อมาได้มีการให้อพยพกลับไต้หวันในรอบสองอีก แต่พวกนี้ไม่ยอมกลับ แต่ทั้ง ท.๓ และท.๕ ประกาศให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยทุกรูปแบบ ยอมให้ปลดอาวุธยอมมอบฝิ่นที่อยู่ในครอบครองเป็นจำนวนประมาณ ๔๐ ตัน (นำไปเผาที่หลังกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่)ยอมถูกปลดอาวุธ ขออยู่ใต้กฎหมายไทย ขอตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทย ไม่ย้ายไปไหนอีกและกำลังติดอาวุธบางส่วนก็เข้าร่วมในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กับทหารไทย
         

         ในการสู้รบเพื่อยึดเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทหารจีนชาติหรือจีนฮ่อ ได้ทำการร่วมอย่างเข้มแข็ง บาดเจ็บ ล้มตายไม่ใช้น้อย และได้ชัยชนะจนมีการสร้างอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของจีนฮ่อให้บนเขาค้อ ความจริงคืออนุสาวรีย์ของทหารจีนชาติ อดีตทหารกองพล ๙๓ และกลับมาเป็นกองทัพที่ ๕กำลังอีกพวกหนึ่งก็เข้าทำการรบชิงที่มั่น ผกค.ที่ดอยผาตั้งตอนนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายอยู่ไม่ไกลกันนักกับภูชี้ฟ้าที่อยู่ในเขตอำเภอเทิง ซึ่งพวกจีนฮ่อเหล่านี้ชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าทหารไทย เพราะเขาตั้งฐานอยู่บนเขามาตลอดจึงชำนาญภูมิประเทศ แม้ว่าฝ่าย ผกค.จะมีทั้งพวก ลาว ไทย ญวน และ"ม้ง" ที่ชำนาญเขาแต่เมื่อสู้รบกันก็สู้จีนฮ่อไม่ได้ เราจึงได้แผ่นดินผาตั้งที่เคยถูกประกาศว่าเป็นเขตปลดปล่อยกลับคืนมา กลายเป็นบ้านผาตั้ง ที่มีโรงแรมที่พัก มีร้านอาหารอร่อย "ขาหมู หมั่นโถว"
         

          ขอสรุปทหารจีนฮ่อที่เราเรียกกัน ความจริงแล้ว กองพล ๘๓ก็สลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ทหารที่ยึดครองอยู่ที่ดอยตุง และดอยแม่สลองคือทหารจีนชาติ ภายใต้การนำของนายพล ต้วน ซี เหวิน และเมื่อทางการเข้าควบคุมและกำกับดูแลตลอดจนจัดที่ทำกินให้ แล้วก็ให้มาอยู่รวมกันที่ดอยแม่สลองทั้งหมดและก่อตั้งเป็นหมู่บ้านสันติคีรี และทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ก็ต้องตั้ง บก.๐๔ควบคุมดูแลส่งกำลังให้ พันเอก กาญจนะ ประกาศวุฒิสาร ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ทหารจีนชาติ ก๊กมินตั๋ง ตกค้างภาคเหนือประเทศไทย"หนังสือนี้ไม่ได้วางขายตามแผงหนังสือทั่วไป พ.อ.กาญจนะ ฯ ได้คลุกคลีอยู่ที่ บก.๐๔นานกว่า ๒๐ ปี รู้จักดีกับนายพลต้วน และเสธ.ทั้งหลายของจีนฮ่อพวกนี้ต่อมามีชื่อเป็นไทยทุกคน เสธ.กู้ อยู่หมู่บ้านทางขึ้นดอยอ่างขางจังหวัดเชียงใหม่

ดังนั้นเมื่อจบสิ้นการสู้รบกับพวกผกค.แล้ว พวกจีนฮ่อเหล่านี้ก็ได้สัญชาติไทยหมดซึ่งครั้งแรกให้เฉพาะชั้นผู้นำตามโควต้าการแปลงสัญชาติเป็นไทย ปีละ ๒๐๐คน

จีนฮ่อเป็นกลุ่มชนที่ในอดีตเคยเป็นทหารจีนคณะชาติหนีการปราบปรามของฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เข้ามาทางประเทศพม่าแล้วอพยพเข้ามาในประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๙๓ - ๒๔๙๙อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทยในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนการออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่ต้องขออนุญาตจากจังหวัดกระทรวงมหาดไทยได้แบ่งชาวจีนฮ่อในประเทศไทย ออกเป็น ๓กลุ่มคือ


อดีตทหารจีนคณะชาติได้แก่บุคคลตามบัญชีรายชื่อที่ทางทหารได้สำรวจและรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรีและได้รับอนุมัติให้แปลงสัญชาติ และให้ฐานะเป็นคนต่างด้าว รวม ๕ รุ่น จำนวน ๑๓,๗๒๘คน ปัจจุบันทางราชการได้ผ่อนผันให้อดีตทหารจีนคณะชาติและครอบครัวอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวม ๘ อำเภอกับ๑ กิ่งอำเภอ

จีนฮ่ออพยพ ได้แก่คนจีนที่เป็นครอบครัวของอดีตทหารจีนคณะชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๗ - ๒๕๐๔ โดยอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงรายเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอนการออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด

จีนฮ่ออิสระได้แก่ชาวจีนที่อ้างว่าเป็นญาติพี่น้องของอดีตทหารจีนคณะชาติ และจีนฮ่ออพยพพลเรือนหลบหนีเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๓๒อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอนการออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด

ชาวจีนฮ่อมีวัฒนธรรมดั้งเดิมในกลุ่มของตนเองเพราะมีเชื้อสายจีน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาจีนกวางตุ้ง และภาษาจีนกลางการตั้งถิ่นฐานจะกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่สูงทางภาคเหนือตอนบน

จีนฮ่อในแม่สาย
ชุมชมชาวจีนฮ่อที่เป็นที่รู้จักดีก็คือบริเวณตลาดใหม่ ม.6 บ้านป่ายาง และที่ชุมชนจีนฮ่อบ้านถ้ำซึ่งส่วนใหญjจะเป็นเครือญาติกันทั้งนั้นจากการสอบถามคนจีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตลาดใหม่ได้ความว่าบริเวณนี้เริ่มมีชาวจีนฮ่ออพยพมาตั้งรกรากประมาณปี พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนจีนฮ่อตลาดใหม่

ปัจจุบันยังมีเรือนไม้เก่า ๆให้ได้เห็นกันอยู่บ้าง แต่ก็หาที่เป็นแบบดั้งเดิมไม่ค่อยมีแล้วส่วนใหญ่จะต่อเติมจากเรือนไม้ธรรมดา ไปเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ตามสมัยนิยมบริเวณตลาดใหม่ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมหยูนหนานซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วยและก็เป็นที่พบปะสังสรรค์ของพี่น้องชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายด้วยเช่นกัน

ส่วนชาวจีนฮ่อที่นับถือศาสนาอิสลามจากการพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ตลาดใหม่แล้ว ได้ใจความคร่าว ๆ ว่า เป็นชนเผ่าหนึ่งซึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาศัยอยู่ในประเทศจีน เช่นเดียวกับมองโกเลีย แมนจูหรือเผ่าโลโล ซึ่งคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลามนี้เรียกันว่า หุย หรือหุยเจี้ยวส่วนจีนฮ่อที่นับถือศาสนาพุทธจะเรียกว่าฮั่นเจี้ยว

ชนเผ่าหุยจะเป็นลักษณะสูง ขาว ผู้หญิง(โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ)จะนิยมแต่งชุดคลุมหัว (แบบอิสลามทั่วไป) ส่วนผู้ชายนิยมไว้หนวดเครายาว (ตามความนิยมของชายมุสลิมทั่วไป)
ปัจจุบันชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายรุ่นหลัง ๆนี้จะมีหน้าที่การงานที่ดี ไม่เหมือนรุ่นปู่ยา ตาทวดที่ต้องหลบลี้หนีสงครามจากประเทศจีน จนต้องขาดการศึกษาที่ดีวันนี้นับว่าจีนฮ่อรุ่นใหม่ได้สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นที่อยู่ได้อย่างมากมายและทางรัฐบาลไทยก็ได้ทำการมอบสิทธิเป็นคนไทยให้แก่จีนฮ่อรุ่นก่อน ๆ เกือบหมดแล้วส่วนรุ่นหลัง ๆ เมื่อเกิดในแผ่นดีนไทย พวกเด็กเหล่านั้นก็เป็นคนไทยโดยกฏหมาย