ชนเผ่าคะฉิ่น

 

          ชนเผ่าคะฉิ่นเรียกตนเองว่า “ จิมเผาะ ” อพยพมาสู่ประเทศไทยจากรัฐฉานประเทศพม่า บางส่วนอพยพมาจากมลฑลยูนนานประเทศจีนพร้อมกับคนลีซู ลาหู่ และอาศัยอยู่ด้วยกันกับเผ่านั้น ๆ เมื่อ 50 – 60 ปีมาแล้ว แต่ที่อพยพมาเป็นกลุ่มเฉพาะชนเผ่าคะฉิ่นอย่างเดียวนั้นในปี พ.ศ.2517 เข้ามาทางดอยลาง อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ไปอยู่ที่ดอยวาวี อ.แม่สรวย จ. เชียงราย แล้วอพยพมาอยู่ที่ปางมะเยา บ้านใหม่หมอกจ๋าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก่อนที่จะย้ายมาอยู่บ้านหนองเขียว เมื่อ 25 ปีที่แล้ว คะฉิ่นมีความใกล้ชิดกับคนไทใหญ่ ลีซู ลาหู่ และอ่าข่า เนื่องจากอยู่ในกลุ่มตระกูลภาษาทิเบต – พม่าเช่นเดียวกัน

ประวัติความเป็นมาของชนเผ่าคะฉิ่น


         ตามคำบอกเล่าของพ่อเฒ่าบุญชู แห่งบ้านหนองเขียว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อประมาณ 200 กว่าปี ชนเผ่าคะฉิ่นได้อาศัยอยู่ในประเทศจีน ต่อมาทหารของเหมาเจ๋อตุงได้ทำการปฏิวัติรัฐบาลของเจียงไคเช็ก ทำให้เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารของเหมาเจ๋อตุงกับทหารของเจียงไคเช็ค และชนเผ่าคะฉิ่นเองก็กระจายอยู่ในกลุ่มของทหารของเจียงไคเช็ค ครั้นทหารของเจียงไคเช็คสู้ทหารของเหมาเจ๋อตุงไม่ได้จึงได้หนีเข้ามาในเมืองไทย ทางแม่น้ำโขง อ.เชียงของ จ.เชียงราย กลุ่มทหารของเจียงไคเช็คที่หนีเข้ามาในไทย มีชนเผ่าคะฉิ่นอยู่ด้วย ชนผ่าคะฉิ่นจึงได้เข้ามาเมืองไทยตั้งแต่ครั้งนั้นมา เมื่อมาอยู่ในเมืองไทย ชนเผ่าคะฉิ่นต่างอยู่กันคนละที่คนละทาง กระจัดกระจายอยู่กับจีนฮ่อบ้าง ลาหู่บ้าง และเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ชนเผ่าคะฉิ่นจึงได้มีการรวมตัวกันและมาอยู่ด้วยกันในที่ของโครงการหลวงบ้านหนองเขียว ตั้งอยู่หมู่ 14 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านใหม่พัฒนานี้ตั้งมาได้ ยี่สิบห้าปีแล้ว แต่เข้ามาอยู่ในไทยประมาณสองร้อยปี หมู่บ้านใหม่พัฒนามีจำนวนประชากร 60 หลังคาเรือน 700-800 คน

   

การแบ่งแขนงต่างๆของชนเผ่าคะฉิ่น

 02

        ชนเผ่าคะฉิ่นหรือ จิมเผาะ ได้มีการแบ่งแขนงออกเป็น 7 กลุ่มด้วยกัน ซึ่งแต่ละกลุ่มจะใช้ภาษาที่คล้าย ๆ กัน แต่ไม่เหมือนกัน ชนเผ่าคะฉิ่นมักใช้ภาษาของแขนง “ จิมเผาะ ” เป็นภาษากลางที่ใช้สื่อสารกันเพราะว่าเข้าใจทุกแขนง ชนเผ่าคะฉิ่นที่แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มได้แก่ จิมเผาะ, แหม่ลู่, ระวาง, แหล่ชี, อ่าจยี, หลี่ซู, หง่อชาง ซึ่งปัจจุบันแต่ละแขนงก็อยู่ปะปนรวมกัน

ความเชื่อ
          เดิมทีชนเผ่าคะฉิ่นนับถือผีบรรพบุรุษ ผีเจ้าที่ ต่อมาหลังจากที่เปลี่ยนมานับถือคริสต์ศาสนาแล้ว ชาวคะฉิ่นได้เปลี่ยนมาประกอบพิธีกรรมที่โบสถ์แทนศาลเจ้าที่ เช่น พิธีกินข้าวใหม่ จะนำพันธุ์พืชที่จะปลูกเข้าร่วมในพิธี และหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วก็จะนำผลผลิตอย่างละเล็กละน้อยของแต่ละครอบครัวไปทำพิธีขอพรและขอบพระคุณพระเจ้า
ที่ได้ช่วยปกป้องรักษาให้มีผลผลิตที่อุดมสมบูรณ์

ความเชื่อเกี่ยวกับการเกิด
         เมื่อมีคนเกิดใหม่ในชุมชนจะมีหมอตำแยในหมู่บ้านมาช่วยในการทำคลอด เมื่อคลอดแล้วก็ต้องตัดสายสะดือทันทีและหมอตำแยจะทำการตั้งชื่อให้ทันทีเพราะเชื่อว่าต้องชิงตั้งชื่อก่อนผี
ไม่งั้นถ้าผีตั้งชื่อให้ลูกก่อนที่คนจะตั้งชื่อให้ อายุของเด็กจะสั้น จะอยู่ได้ไม่นาน หลังจากตั้งชื่อเสร็จก็จะมีการผูกข้อมือให้เด็ก มีการตำ
“ จะถ่องถ่วย ” โดยมีขิง ปลาไข่ ตำไปด้วยให้พรไปด้วย เมื่อตำเสร็จเอาให้คนที่มาชิมหร้อมกับให้พรกับเด็กด้วย

03

ความเชื่อเกี่ยวกับน้ำ
         เมื่อครั้นยังนับถือดั้งเดิมอยู่ก็มีการทำพิธีเลี้ยงผีหัวน้ำเพื่อให้ชนเผ่ามีน้ำใช้น้ำกินตลอดปี จึงมีการทำพิธี “ ซึงหว่าขะ ” มีอุปกรณ์ที่ใช้ในการประกอบพิธีคือ หมู บางครั้งก็ใช้ไก่ แต่ไม่สามารถใช้ไก่ดำต้องเป็นไก่แดงและเป็นตัวผู้เท่านั้น เหตุที่เป็นสีแดงเพราะว่าพระเจ้าของคะฉิ่นสั่งไว้ (พระเจ้าชื่อ หม่าถุ่มหม่าถ่า ไกล่วา ” พระเจ้าคือพระเจ้าที่ชนเผ่าคะฉิ่นนับถือ ถือว่าเป็นพระเจ้าสูงสุดของคนคะฉิ่น คนที่ทำพิธีคือ “ ตุ่มซา ” กับ “ ตุ่มจ่อง ” ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการทำพิธีร่วมกัน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับน้ำว่า “ สมัยก่อนเทพเจ้าของคะฉิ่นได้สั่งไว้ว่า ไม่ให้ใครตัดไม้ในระยะ 50 เมตรในบริวเณแม่น้ำ ลำคลอง โดยมีคำสั่งให้มังกรดูแลแม่น้ำ ถ้ามีใครไปตัดไม้ใกล้แม่น้ำจะมีปัญหาเกี่ยวกับภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม มีพายุ เกิดภัยพิบัติกับชุมชนหรือขาดแคลนน้ำ ไม่มีน้ำใช้ ถือเป็นการลบหลู่หรือไม่ให้เกียรติกับแม่น้ำ”

ความเชื่อเกี่ยวกับดิน
         ชนเผ่าคะฉิ่นมีความเชื่อว่าใต้ดินจะมีผู้หญิงที่เป็นแม่ชี (ชนเผ่าคะฉิ่นเปรียบผู้หญิงเหมือนดิน เปรียบผู้ชายเหมือนพระอาทิตย์ มีการให้เกียรติผู้หญิงมากเพราะเชื่อว่าดินมีประโยชน์ เป็นที่เพาะปลูก เป็นที่อยู่อาศัย จึงไม่มีการทำร้ายหรือข่มขืนผู้หญิงในชนเผ่าคะฉิ่น หากมีการขโมยของจากคนอื่นแล้วไปปลูกจะไม่ขึ้นเพราะดินสามารถรับรู้ได้ )

เทศกาลและพิธีกรรมประจำปี
         1. พิธีเกี่ยวกับการเพาะปลูกได้แก่ ก่อนทำการเพาะปลูกพืชจะมีการขอพรหรือบอกกล่าวกับบรรพบุรุษว่าให้ช่วยดูแลที่นา ที่ไร่ ไม่ให้สัตว์หรือแมลงมารบกวนในการทำไร่ ทำสวน มีการฆ่าหมู ฆ่าไก่ เพื่อใช้ทำพิธี ขั้นต้นในการทำพิธีคือ หากเริ่มปลูกข้าวงอกงามแล้วจะมีการทำพิธีอีกรอบหนึ่ง ก่อนข้าวสุกก็ทำพิธีกินข้าวใหม่ ทำให้ผีหรือบรรพบุรุษ เก็บเม็ดข้าวมาคั่วและตำ เอาให้บรรพบุรุษก่อน “ ตึ่มซา ” จะเป็นคนทำพิธี โดยมีอุปกรณ์ได้แก่ ข้าวสุกครึ่งไม่สุกครึ่ง ข้าวเม่า “ หมี้ ” มีการห่อไปให้กับคนที่ไม่ได้มาร่วมพิธีด้วย เชื่อว่าต้องให้คนอื่นกินก่อนเรา แล้วเราก็จะได้ผลตอบแทนที่เยอะกว่าในภายหลัง หลังจากนั้นเราจะเกี่ยวทุกสิ่งทุกอย่างที่ปลูกไว้ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจะมีการจัดพิธียิ่งใหญ่ รำมะหน่าวถวายให้กับบรรพบุรุษด้วย มีการฆ่าวัว ควาย หากว่าได้ผลผลิตเยอะ บางที่จัดเป็นหมู่บ้านเลยหรือว่าจัดเป็นการส่วนตัวก็ได้หากมีหรือได้ผลผลิตเยอะ

 04  05

         2. พิธีกรรมในบ้านหรือหมู่บ้าน เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ๆ หมอผีหรือ “ ตึ่มซา ” จะดูว่าหมู่บ้านเป็นอะไร เทพเจ้าต้องการอะไรก็จะทำพิธีล้างด้วยสิ่งของที่เทพเจ้าต้องการ ส่วนใหญ่ที่เคยทำจะเป็นการล้างสิ่งชั่วร้ายด้วยเลือดสัตว์ หมอผีจะเป็นคนกำหนดสถานที่ว่าทำที่ไหน
         3. พิธีกรรมระดับตำบล เถ้าสัตว์เลี้ยงที่เลี้ยงเอาไว้ มีปัญหาบ่อย ๆ สัตว์ป่าเข้ามาในหมู่บ้าน สัตว์เลี้ยงตายก็จะมีการทำพิธีมีการนับถือเทพดิน ต้องบอกกล่าวกับเทพดินว่า หากมีปัญหาจะทำพิธีขุดหลุม แล้วใช้ไก่และวัวสาว (สีแดงงดงาม) ไก่ตัวเมียสีแดง เมื่อฆ่าเสร็จแล้วจะฝังทั้งตัวเลย จะไม่มีการเอาเนื้อไปกิน เอาหินก้อนใหญ่มาทับไว้ หากใครไปกินก็จะมีอันเป็นไป ถือว่าเป็นการกลบโรคร้าย ไม่ให้ออกมาระบาดในชุมชน ฝังทุกสิ่งทุกอย่างด้วยดินและหิน หลังจากฆ่าวัวทำพิธีเสร็จภายใน 7 วัน ทุกคนจะอยู่กรรมในหมู่บ้าน ไม่มีใครออกไปทำงานในไร่ ทำสวนหรือออกจาดหมู่บ้านไปที่ไหน ๆ ทุกคนจะไม่ออกนอกหมู่บ้านเลย ไม่เข้าป่า ไม่ฆ่าสัตว์ หลังจากเสร็จพิธีนี้ถือว่า ปัญหาทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว

ตารางวิถีวัฒนธรรมของชนเผ่าคะฉิ่น

เดือน

วิถี,วัฒนธรรม

มกราคม

พักผ่อน

กุมภาพันธ์

ทอผ้า ย้อมผ้า สร้างบ้านใหม่

มีนาคม

-

เมษายน

ทำพิธีขอขมาก่อนทำการเพาะปลูก

พฤษภาคม

เริ่มการเพาะปลูกพืช

มิถุนายน

เพาะปลูก

กรกฎาคม

ดูแลสวน

สิงหาคม

ดูแลผลผลิต

กันยายน

ดูแลผลผลิต

ตุลาคม

เก็บเกี่ยวผลผลิต

พฤศจิกายน

กินข้าวใหม่

ธันวาคม

เลี้ยงผี เจ้าที่เจ้าทาง

พื้นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าคะฉิ่นในประเทศไทย


         ชนเผ่าคะฉิ่นมีการอาศัยอยู่ในสองจังหวัดของประเทศไทยได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยที่เชียงใหม่อยู่ที่ บ้านใหม่พัฒนา (คะฉิ่น) หมู่ 14 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ มีประชากรประมาณ 70 หลังคาเรือน 800 คน และบางส่วนก็อาศัยอยู่ที่ อ.พร้าว อ.ฝาง อ.ท่าตอน อ.ไชยปราการ อ. ดอยสะเก็ด และ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ รวมทั้งมีการกระจายอยู่ในส่วนของ จังหวัดแม่ฮ่องสอนด้วย

จำนวนประชากร

ชนเผ่าคะฉิ่นในประเทศไทยมีจำนวนประชากรประมาณ 15,000 คน

 06  07

การแต่งกาย

         การแต่งกายของชนเผ่าคะฉิ่นจะเหมือนกันทุกวัย ไม่มีความต่างเลย หมวกผู้ชายมีฟันหมูป่าเพื่อป้องกันศัตรู ให้เกรงกลัวเปรียบเสมือนมีอำนาจ ชุดของหญิงคะฉิ่นแขนยาวสีดำมีเม็ดเงินประดับตามอก ส่วนผ้าซิ่นของผู้หญิงทอเอง ปักลายเอง มีผ้าคาดเอว มีถุงน่อง ชนเผ่าคะฉิ่นมีความเชื่อเกี่ยวกับเม็ดเงินที่ประดับไว้ในเสื้อของผู้หญิงว่า เปรียบเสมือนพื้นดิน ผู้ชายชนเผ่าจึงมีการให้เกียรติผู้หญิงสูงเพราะเชื่อว่าหากไม่ให้เกียรติผู้หญิงจะทำการใดไม่ขึ้น ปลูกพืชผักก็จะไม่งอกงาม

 08  09

ชื่อชนเผ่าที่ใช้เรียกตัวเอง

         ชนเผ่าคะฉิ่นเรียกตัวเองว่า “ จิมเผาะ ” เพราะเป็นชื่อที่ตั้งเอง สมัยอยู่ที่ประเทศจีน มีชนเผ่าอาศัยอยู่ด้วยกันหลายกลุ่มทำให้ผู้นำประเทศแยกแยะไม่ออกว่า กลุ่มไหนเป็นกลุ่มไหน เลยให้แต่ละกลุ่มไปตั้งชื่อมา คะฉิ่นจึงไปหารือกันและตั้งชื่อชนเผ่าตัวเองว่า ชนเผ่า “ จิมเผาะ ” นับแต่นั้นมา

ชื่อที่ทางการใช้เรียกชนเผ่าคะฉิ่น

         คำว่า “ คะฉิ่น ” เป็นคำที่สังคมเข้าใจและชนเผ่าคะฉิ่นเองก็พึงพอใจกับชื่อนี้เพราะหากจะบอกว่าเขาคือ ชนเผ่า “ จิมเผาะ ” จะไม่มีใครเข้าใจเพราะว่าชื่อ “ จิมเผาะ ” ไม่ได้ถูกใช้เป็นภาษาทางการตั้งแต่สมัยก่อน

ชื่อคะฉิ่นมีที่มาอย่างไร

         สมัยที่ชนเผ่า “ จิมเผาะ ” อาศัยอยู่ในเขตมณฑลยูนนานประเทศจีน ได้อาศัยอยู่ในเขตดินแดง คนในประเทศจีนเรียกที่แห่งนี้ว่า “ ก๋าเขี่ยง ” ครั้งเมื่อคนจิมเผาะมีการค้าขายร่วมกับคนชนเผ่าอื่นก็มักถูกถามว่า เป็นคนที่ไหน คนจิมเผาะก็บอกว่า เป็นคนก๋าเขี่ยง จากก๋าเขี่ยงเพี๊ยนเป็น คะฉิ่น คำว่าคะฉิ่นจึงได้มานับแต่นั้นมา

ลักษณะครอบครัว

         ลักษณะครอบครัวของชนเผ่าคะฉิ่นนั้นส่วนมากเป็นครอบครัวขนาดกลางมีการอาศัยอยู่ประมาณสิบคนต่อหนึ่งครอบครัว มีผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว เมื่อลูกชายโตขึ้นและได้คู่ครองแล้วก็จะไปสร้างครอบครัวใหม่อีกหลังหนึ่ง ส่วนเรื่องอำนาจในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ในครอบครัวของชนเผ่าคะฉิ่นนั้น ผู้ชายจะมีอำนาจในการตัดสินใจ มากกว่าผู้หญิง
         งานข้างนอกบ้านเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้าน การล่าสัตว์ การเริ่มเปิดพื้นที่ทำไร่ ส่วนงานภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องการประกอบอาหาร การหาพืชผักต่าง ๆ ตลอดจนการดูแลสัตว์เลี้ยงในบ้าน ล้วนเป็นหน้าที่ของฝ่ายหญิง

ลักษณะแบบบ้าน

         การสร้างบ้านของชนเผ่าคะฉิ่นนิยมสร้างบ้านแบบยกพื้นสูงขึ้น มีห้องนอนหลายห้อง หลังคามุงด้วยหญ้าคา ฝาบ้านทำด้วย ไม้ไผ่ มีสองประตูคือประตูหน้าบ้านและประตูหลังบ้าน จะมีหิ้งบูชาอยู่ที่ข้างหน้าห้องทางเข้า หิ้งบูชาเป็นสิ่งศักดิ์ที่ชนเผ่าคะฉิ่นนับถือและให้ความเคารพ ห้ามทำการจับต้องหรือล่วงละเมิดเด็ดขาด

การจีบสาว

          การจีบสาวของชนเผ่าคะฉิ่นมีความเรียบง่าย ไม่มีพิถีพิถันอะไรมากมาย หากถูกคอกันก็พูดคุยกันธรรมดาในบ้านได้ แต่ไม่ถึงขั้นจับไม้ จับมือ หรือล่วงล้ำกัน สาวคะฉิ่นจะไม่ออกไปข้างนอกบ้านกับหนุ่มใดเด็ดขาดหากไม่มั่นใจว่าหนุ่มคนนั้นคือคนที่เขาต้องการที่จะแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมด้วย หากพึงพอใจกันก็คุยกับพ่อและแม่ในบ้าน เมื่อต่างฝ่ายต่างพึงพอใจกัน ฝ่ายชายก็ต้องนำผู้เฒ่าผู้แก่มาสู่ขอ

การแต่งงาน

          การแต่งงานของชนเผ่าคะฉิ่นเริ่มด้วยฝ่ายผู้ชายไปสู่ขอฝ่ายหญิง งานแต่งงานจะจัดขึ้นในบ้านของฝ่ายชาย แต่ใช้นามสกุลต่างนามสกุล เมื่อมีลูกแล้วไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็จะใช้นามสกุลของพ่อ ชนเผ่าคะฉิ่นไม่นิยมแต่งงานกันกับคนที่มีนามสกุลเดียวกัน งานแต่งจะเกิดขึ้นช่วงที่ว่างเว้นจากงานในไร่สวน ประมาณตั้งแต่เดือน มกราคม ถึง เดือนพฤษภาคม ส่วนเรื่องค่าสินสอดนั้น ฝ่ายชายต้องให้แม่ของฝ่ายหญิงประมาณ 20 , 000 - 30 , 000 บาท หากฝ่ายชายไม่มีค่าสินสอดที่จะให้กับพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็ต้องไปอยู่ช่วยทำงานในบ้านของฝ่ายหญิง จำนวน 7 ปี หลังจากฝ่ายชายช่วยทำงานในบ้านของฝ่ายหญิงครบ 7 ปีแล้ว ทางพ่อแม่ของฝ่ายหญิงก็จะแบ่งที่ดินทำกินให้เพื่อให้ทั้งสองคนไปทำงานอยู่กินด้วยกัน หากแต่งงานกันแล้วทั้งสองไม่สามารถที่จะมีลูกชายได้ก็ต้องไปให้ “ ตึ่มซา ” ทำนายว่าเหตุเกิดจากอะไร หาก “ ตึ่มซา ” ทำนายและบอกสาเหตุที่มีลูกชายไม่ได้เพราะผู้หญิง ผู้หญิงก็ต้องไปหาเมียน้อยให้ผู้ชายเพื่อให้ได้ลูกชายสืบตระกูลต่อไป แต่ผู้หญิงที่จะมาเป็นเมียน้อยนั้นต้องมาจากการพิจารณาของฝ่ายหญิง (คนที่อยู่มาก่อน) และต้องเป็นคนที่ฝ่ายหญิงอนุญาตเท่านั้น

ตำแหน่งทางสังคมและวัฒนธรรม

          ชนเผ่าคะฉิ่นเป็นชนเผ่าหนึ่งที่ให้เกียรติกับตำแหน่งที่สำคัญในชุมชน เวลามีการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆก็ให้ผู้รู้หรือผู้ที่มีตำแหน่งเป็นผู้ประกอบพิธีเท่านั้น ส่วนคนอื่น ๆ หรือบุคคลทั่วไปจะไม่กล้าทำเพราะเกรงว่าจะทำผิดหรือทำไม่ถูกต้อง ซึ่งอาจส่งผลร้ายกับผู้ประกอบพิธีกรรม ครอบครัวหรือชุมชนก็เป็นได้ โดยตำแหน่งที่สำคัญในชุมชนของคะฉิ่นได้แก่

1. ผู้นำหมู่บ้านหรือผู้นำการปกครองชื่อว่าตั่ว มีหน้าที่ในการปกครอง ดูแล ความทุกข์สุขของชุมชนและตัดสินคดีความในชุมชน ตลอดจนการประสานงานกับหน่วยงานราชการหรือองค์กรจากภายนอกที่เข้ามาติดต่อประสานงานกับชุมชน รวมถึงมีอำนาจในการตัดสินใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน หากในชุมชนมีเรื่องมีราวเกิดขึ้น “ ตั่ว ” จะมีอำนาจในการตัดสินใจเด็ดขาด หากเรื่องบางเรื่องใหญ่เกินไป ตั่ว ก็จะเรียกคณะกรรมการของชุมชนมาร่วมในการตัดสินใจด้วย

2. หมอสวดพิธี หรือตึ่มซา ผู้มีหน้าที่ในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ ในชุมชน เช่น การเลี้ยงผี เมื่อมีคนในชุมชนไม่สบายก็มักจะมาหา “ ตึ่มซา ” เพื่อให้ “ ตึ่มซา ” ดูว่าคนคนนั้นไม่สบายเพราะอะไร และต้องทำอะไรบ้างถึงจะหายจากการเป็นไข้ เมื่อรู้ว่าเหตุของการไม่สบายมาจากสาเหตุอะไร “ ตึ่มซา ” ก็จะช่วยทำพิธีแก้ให้ ส่วนผลตอบแทนที่ “ ตึ่มซา ” จะได้เมื่อประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ คือ หากฆ่าหมู “ ตึ่มซา ” จะได้ขาข้างหนึ่งหรือเวลาคนในชุมชนออกไปล่าสัตว์และได้สัตว์มา ไม่ว่าสัตว์เล็กหรือว่าสัตว์ใหญ่ก็จะมีการแบ่งให้กับ “ ตึ่มซา ” และ “ ตั่ว ” ด้วย โดยหากเราให้สัตว์ที่ล่ามาได้ “ ตั่ว ” กับ “ ตึ่มซา ” ก็จะช่วยแก้ไขปัญหาให้ยามที่ได้รับความเดือดร้อน หากใครไม่แบ่งชิ้นส่วนให้กับ ตึ่มซาและตั่ว เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ตึ่มซา กับตั่ว ก็จะไม่เข้ามาแก้ไขให้ ส่วนเรื่องการสืบทอดตำแหน่ง ตึ่มซานั้นจะไม่มีการสืบตามบรรพบุรุษ แต่จะเป็นแบบการเรียนรู้เองหรือมาขอเรียนด้วยตนเอง คนที่สนใจก็จะไปดูเพื่อเรียนรู้ในช่วงที่มีการประกอบพิธีกรรมจริง หากวันธรรมดาไม่สามารถที่จะเรียนได้

3. ผู้ช่วยหมอสวดพิธี หรือตึ่มจ่อง ทำหน้าที่ช่วยเตรียมของหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กับ “ ตึ่มซา ” เวลาที่ “ ตึ่มซา ” ทำพิธีกรรมต่าง ๆ เสมือนคนคอยอำนวยความสะดวกในการทำพิธีกับ “ ตึ่มซา ” ทุกอย่าง 

การแต่งตั้งตำแหน่งทางสังคมและวัฒนธรรม
ในเรื่องของการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญทางวัฒนธรรมของชนเผ่าคะฉิ่น ไม่มีการสืบทอดตามบรรพบุรุษ แต่เป็นลักษณะการเรียนรู้กันไป โดยผู้รู้จะสอนให้กับผู้ที่สนใจเรียนในช่วงที่มีการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น เวลาปกติไม่สามารถที่จะสอนหรือเรียนรู้ได้

   

อาชีพ
         ชนเผ่าคะฉิ่นแต่เดิมมีอาชีพทำไร่ทำสวน ปลูกข้าว ข้าวโพด ถั่วดิน ถั่วแดง งา ฟักทอง ตอนนี้มีผลไม้ใหม่ที่ชาวบ้านนิยมปลูกคือเสาวรส มะม่วง อะวาคาโด

รายได้หลัก รายได้รอง
         รายได้หลักมาจากการปลูกข้าวโพด ถั่วดิน ถั่วดำ ส่วนรายได้รองก็ได้มาจากการรับจ้างทั่วไปหรือทอผ้า เย็บผ้าขาย

การทอผ้า
         การทอผ้าของชนเผ่าคะฉิ่นมีหลากลายลาย ส่วนใหญ่ได้มาจากการสังเกตจากธรรมชาติหรือพืชพรรณต่าง ๆ เช่น ผักกูด ดูลวดลายจากพืช ผัก ผลไม้ แล้วนำมาเย็บเป็นลายสวยงาม

การเย็บผ้า
         หลังจากที่ทอผ้าเสร็จแล้วก็จะนำไปเย็บและปักเป็นลายต่าง ๆ ตามความสวยงาม ซึ่งจะใช้ช่วงเวลาที่ว่างจากการทำไร่ทำสวนมาเย็บผ้า

 การย้อมสีผ้า
         สมัยก่อนสีที่ย้อมผ้าได้มาจากธรรมชาติ เช่นเปลือกไม้ ใบไม้ อยากได้สีอะไรก็หาเองตามธรรมชาติ “ หม่าถะหละ ” คือชื่อต้นไม้ที่จะเอาใบมาใช้ในการย้อมผ้าออกเป็นสีเทา ๆ ต้นใหม่กุด เอาเปลือกมาใช้ในการย้อม ต้นมะกอก “ จะลั่นผิ ” จะได้สีดำโดยใช้เปลือกต้นมะกอกที่เน่าแล้วต้ม สีเหลืองได้มาจากต้น “ อึ้มลุง ” สีแดงได้มาจากต้น “ ซานุ่น ” คือต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เอาเปลือกมาใช้ในการจะได้สีแดง สีกาแฟเอาใบชามาต้ม

ด้าย
         ได้มาจากสำลี “ ปะสี่ ” ที่ปลูกเอง ต้นกันชง “ หลี่จิ๊ ” เอามาทำเป็นฝ้าย แต่ตอนนี้พืชเริ่มหายากขึ้นก็จะหาซื้อมาใช้มากกว่า สมัยก่อนมีการเลี้ยงหม่อนไหมด้วย

การทำเครื่องเงิน เครื่องประดับ
         ในเรื่องของการทำเครื่องเงิน เมื่อก่อนมีความเชื่อว่าบ้านของชนเผ่าคะฉิ่นจะมีเงินออกเอง ใช้เอง ส่วนมากใช้เงินแท้ ตีเองกันเองเพื่อทำเป็นเครื่องประดับเอง รวมถึงเครื่องมือการเกษตรด้วย
- คิ้วหมูป่า เครื่องประดับที่ประดับไว้บนหมวกของผู้ชาย มีความหมายถึง เป็นผู้ดูแลหมู่บ้าน ดูแลครอบครัว ช่วยปกป้องรักษาลูกหลานในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุข ผู้ชายชนเผ่าคะฉิ่นเมื่อโตเป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว จึงนิยมนำเคี้ยวหมูป่ามาประดับที่หมวก

ศาสนสถานที่สำคัญ

มะหน่าว เป็นสถานที่ที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมด้านจิตใจของชนผ่าคะฉิ่นในหมู่บ้าน เป็นสถานที่ที่ใช้สำหรับการเต้นรำ เป็นที่รวมตัวของคนในชุมชน สำหรับคนที่เข้าไปในสถานที่แห่งนี้จะมีข้อห้ามที่สำคัญได้แก่
- ห้ามเดินออกไปหากการแสดงยังไม่เสร็จ
- ห้ามเดินผ่านแถวช่วงที่มีการแสดงอยู่
- ห้ามเอาอาหารเข้าไปกิน
- สำหรับคนเต้น เวลาแต้นต้องไม่แตกแถวหรือสลับแถวออกไปเพราะจะทำให้พิธีไม่สมบูรณ์
- ห้ามดื่มน้ำ ดื่มเหล้า หรือสูบบุหรี่

สถานที่แห่งนี้ถือเป็นสถานที่ที่ชนเผ่าคะฉิ่นให้การเคารพและนับถือ คนนอกหรือคนจากที่อื่นเข้าไปในชุมชนหากเจอสถานที่นี้ต้องสำรวมและให้การเคารพที่สุด

ข้อห้าม / ข้อปฏิบัติ

ชนเผ่าคะฉิ่นมีความเคร่งในเรื่องของการปฏิบัติไม่ว่าคนในชุมชนเองหรือคนจากภายนอกที่เข้ามาก็ไม่ต่างกัน หากมีใครไม่ปฏิบัติตามก็จะต้องมีการทำพิธีขอขมาที่ล่วงละเมิดโดยล่วงรู้หรือไม่ล่วงรู้มาก่อนเลยก็ตาม โดยข้อห้ามต่าง ๆได้แก่

•  ไม่เดินเข้าทางประตูบ้านทางประตูข้างหลังบ้าน ต้องเข้าประตูบ้านหน้าเท่านั้น

•  หากจะแจ้งข่าวร้าย ข่าวไม่ดี ต้องเข้าทางประตูหลังบ้าน

•  แจ้งข่าวดี มาดี ให้เข้าทางประตูหน้าบ้าน

•  จะมาสู่ขอสาวต้องเข้าประตูหลังบ้านและเมื่อขอได้แล้วก็ต้องทางออกประตูหลังบ้านตามเดิม

•  ห้ามเข้าประตูหน้าบ้านแล้วออกประตูหลังทันทีโดยไม่ได้นั่งพัก

•  ห้ามเข้าประตูหลังบ้านแล้วเลยออกไปประตูหน้าทีเดียว

•  ห้ามขี่ม้าเข้าไปในหมู่บ้านของชนเผ่าคะฉิ่นเหมือนกับว่าไม่ให้เกียรติคนในหมู่บ้าน ต้องลงจูงม้าไป ยกเว้นเวลามีคนไม่สบายถึงจะขี่ไปได้แต่ต้องมีคนจูงด้วย

การรักษา

การรักษาด้วยยาสมุนไพร

          สมุนไพรและการรักษาของชนเผ่าคะฉิ่นนั้นมีการใช้กันมากในสมัยก่อน แต่สมัยนี้เริ่มหาดูได้ยากขึ้น โดยหากโดนมีดบาด เส้นเอ็นขาด ก็จะเอาสมุนไพร “ หม่าฉอดหล่ะ ” ห้ามเลือด กระดูกหักเป็นท่อนๆ ก็จะใช้เครือมาต้มกินทำให้กระดูกต่อกัน เวลาไม่สบายก็จะไปหาคนที่รู้เรื่องยา อาหารเป็นพิษก็ใช้ “ หม่าฉอดหลัด ” กินแล้วจะหาย ใบคล้ายผักหวาน ตัวยาเอามาจากรัฐคะฉิ่น

 การเรียนรู้หรือสืบทอดเรื่องสมุนไพร

          การเรียนรู้และการสืบทอดนั้นจะสอนให้ฟรีไม่ได้ถึงจะเป็นลูกหลานก็ตามเพราะหากสอนให้ฟรี ๆ ยาที่ได้มาจะไม่เกิดผล โดยจะต้องมีขาตั้งหรือค่าครูให้กับหมอที่จะมาสอนให้ ชนเผ่าคะฉิ่นเชื่อว่า ยาแต่ละชนิดก็มีชีวิตและมีเจ้าที่ดูแลอยู่ ถ้ามีขาตั้งหรือค่าครู ตัวยาที่ได้มาก็จะไม่มีเสื่อม ถ้าไม่มีขาตั้งหรือค่าครูแล้วตัวยาที่สอนไปก็จะเสื่อมเร็ว และจะใช้ไม่ได้ผล การสืบสานและการเรียนรู้นั้นเป็นไปแบบคนรู้จะพาไปเรียนรู้ตอนที่มีคนเจ็บหรือต้องใช้จริง ๆ เวลาจะเอายาต้องบอกกับเจ้าป่า เจ้าเขา ที่ดูแลอยู่ว่า คนคนนั้นไม่สบาย เรามาขอเอายาเพื่อไปรักษาเขา แล้วก็หว่านข้าวสารรอบต้นยา จากซ้ายไปขวา หลังจากที่รักษาเสร็จและคนป่วยก็จะหายจากโรคที่เป็น จะเอาเศษต้นยาที่ใช้แล้วไปไว้ในป่าที่เดิม แล้วบอกกับเจ้าที่ เจ้าทาง ว่า คนนั้นหายดีแล้ว เราเอายามาคืนให้ แล้วก็โรยข้าวสาร จากขวาไปซ้ายกลับคืน ถือว่าเป็นอันจบพิธี

การนวด

          ในชนเผ่าคะฉิ่นจะมีตระกูล “ อึ่มคุม ” ที่มีความรู้เรื่องการนวด ตระกูลนี้คือตระกูลที่รักษาโดยการนวด รักษาเส้น บีบเส้น ในตระกูลถึงแม้นจะมี “ อึ่มคุม ” หลายคน แต่จะมีคนที่มีความสามรถแค่คนเดียวเท่านั้น ปัจจุบันเริ่มที่จะหาคนตระกูลนี้ไม่ได้แล้ว