จัดซื้อจัดจ้าง

สอบราคาจ้างเหมาประกอบอาหารกลางวัน

ประกาศเทศบาลตำบลเมืองนะ เรื่องรายชื่อและการขึ้นบัญ...
Super User
อ่านต่อ>>>
ประกาศเทศบาลตำบลเมืองนะ เรื่องประกาศรายชื่อผู้สอบผ...
Super User
อ่านต่อ>>>
ประกาศเทศบาลตำบลเมืองนะ เรื่องรายชื่อผู้มีสิทธิเข้...
Super User
อ่านต่อ>>>
ประชาสัมพันธ์สำหรับผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการตลาดปร...
Super Userประชาสัมพันธ์สำหรับผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการตลาดประชารัฐ
อ่านต่อ>>>
กิจกรรมขยะอันตรายแลกน้ำยาล้างจานและจัดตั้งจุดทิ้งข...
Super Userกิจกรรมขยะอันตรายแลกน้ำยาล้างจานและจัดตั้งจุดทิ้งขยะอันตราย
อ่านต่อ>>>
กิจกรรมอบรมให้ความรู้การคัดแยกขยะอันตราย...
Super Userกิจกรรมอบรมให้ความรู้การคัดแยกขยะอันตราย
อ่านต่อ>>>
ประมวลภาพกิจกรรมประชุมคณะกรรมการจังหวัดสะอาด พ.ศ.๒...
Super Userประมวลภาพกิจกรรมประชุมคณะกรรมการจังหวัดสะอาด พ.ศ.๒๕๖๐
อ่านต่อ>>>
ประกาศเทศบาลตำบลเมืองนะ เรื่องแผนการจัดหาพัสดุ ประ...
Super User
อ่านต่อ>>>
รับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้าง ...
Super User
อ่านต่อ>>>
ประชาสัมพันธ์โรคไข้หวัดใหญ่...
Super Userประชาสัมพันธ์โรคไข้หวัดใหญ่
อ่านต่อ>>>
ประชาสัมพันธ์การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรป...
Super Userประชาสัมพันธ์การรับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒
อ่านต่อ>>>
ประกาศเทศบัญญัติงบประมาณร่ายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ...
Super User
อ่านต่อ>>>
ประกาศใช้แผนป้องกันทุจริต 4 ปี พ.ศ. 2561-2564...
Super User
อ่านต่อ>>>
รับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้าง ...
Super User
อ่านต่อ>>>
รายชื่อผู้ที่มีสิทธิเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นพนักง...
Super Userรายชื่อผู้ที่มีสิทธิเข้ารับการสอบคัดเลือกเป็นพนักงานจ้าง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๐
อ่านต่อ>>>
ร่วมพิธีฌาปนกิจศพ...
Super Userร่วมพิธีฌาปนกิจศพ
อ่านต่อ>>>
ออกติดป้ายประชาสัมพันธ์พร้อมปักธงแดงตามจุดอันตราย ...
Super Userออกติดป้ายประชาสัมพันธ์พร้อมปักธงแดงตามจุดอันตราย เพื่อรณรงค์การป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน
อ่านต่อ>>>
มอบถ้วยรางวัลการแข่งขันกีฬาเยาวชนต้านยาเสพติด...
Super Userมอบถ้วยรางวัลการแข่งขันกีฬาเยาวชนต้านยาเสพติด
อ่านต่อ>>>
วันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช...
Super Userวันคล้ายวันสวรรคตสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
อ่านต่อ>>>
รับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้าง...
Super Userรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้าง
อ่านต่อ>>>
อบรม/ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (ปฐมวัย)...
Super Userอบรม/ปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (ปฐมวัย)
อ่านต่อ>>>
ค่ายพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลเด็กและเยาวชนแก่ครอ...
Super Userค่ายพัฒนาความรู้และทักษะการดูแลเด็กและเยาวชนแก่ครอบครัว
อ่านต่อ>>>
พิธีสืบชะตาหลวง และทำบุญงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพุท...
Super Userพิธีสืบชะตาหลวง และทำบุญงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุพุทธชยันตีศรีวัดห้วยไส้
อ่านต่อ>>>
รดน้ำดำหัว ขอพรผู้สูงอายุ...
Super Userรดน้ำดำหัว ขอพรผู้สูงอายุ
อ่านต่อ>>>

มูเซอ(ล่าหู่)

                                                                        มูเซอ (ลาหู่) ประวัติความเป็นมา

                                                                      

               คำว่า “มูเซอ”  เป็นคำภาษาไทยใหญ่  ซึ่งคนไทยเรานำมาใช้เรียกชนชาวเขาเผ่าหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า “ล่าหู่”  มูเซอในความหมายของคนไทย  หมายถึงมูเซอดำ(ล่าหู่นะ)  มูเซอแดง (ล่าหู่ณี)  และมูเซอกุ้ย  หรือมูเซอเหลือง (ล่าหู่ฌี)

              ถิ่นกำเนิดของมูเซอ  อยู่ใกล้เขตแดนประเทศธิเบตแล้วจึงอพยพเคลื่อนย้ายไปทางตอนใต้ของยูนนาน  ภายหลังพวกมูเซอมีความเกี่ยวพันกับกลุ่มชนเชื้อชาติโลโล  ซึ่งก็มาจากธิเบตและอพยพไปอยู่ทางใต้ของประเทศจีน  จะเห็นได้ว่ามีลักษณะบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับพวกลีซอและอีก้อ

              ภาษาพูดของมูเซอจัดอยู่ในตระกูลจีน – ธิเบต มีลักษณะเป็นภาษาคำโดด  ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด  แบ่งออกได้เป็น  2 กลุ่มคือกลุ่มภาษา “ล่าหู่นะ”  (มูเซอดำ) และกลุ่มภาษา “ล่าหู่ฌี”  (มูเซอเหลือง)  และในการติดต่อสื่อสารระหว่างมูเซอกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งอีก้อ  ลีซอ  จีนฮ่อ  พวกนี้มักจะใชย้ภาษาถิ่น “มูเซอดำ” (ล่าหู่นะ) เป็นภาษากลาง

 

การแบ่งกลุ่ม

              มูเซอแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม  กลุ่มใหญ่  2  กลุ่ม  กลุ่มแรกคือมูเซอดำและมูเซอแดง  กลุ่มเล็ก  2  กลุ่มหลังคือมูเซอฌี  หรือมูเซอกุย  และมูเซอเฌเล  การแบ่งเป็น  4  กลุ่มย่อย เช่นนี้เป็นการแบ่งแต่เพียงคร่าว ๆ ตามความแตกต่างเพียงผิวเผินในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา  และการแต่งกาย  แต่ในทางภาษาศาสตร์แล้ว ภาษามูเซอดำ  มูเซอแดง  และมูเซอเฌเล  ใช้พูดติดต่อกันได้  ยกเว้นภาษามูเซอกุยเท่านั้นที่ใช้พูดติดต่อกับมูเซอกลุ่มอื่นไม่ได้

- มูเซอดำ เรียกตนเองว่า  ละหู่นะ  อาจกล่าวได้ว่าพวกนี้เป็นมูเซอดั้งเดิมที่อพยพมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์และยูนนาน

- มูเซอแดง  น่าจะถือได้ว่าเป็นสาขาทีแตกต่างจากมูเซอดำ  พวกนี้เรียกตนเองว่า ละหู่ณีย่า  ที่เรียกว่ามูเซอแดงนั้นมีความหมาย  2  ประการ  คือหมายถึงแถบสีแดงผืนผ้าของผู้หญิง  หรืออาจหมายถึงพรานป่าก็ได้

- มูเซอฌี หรือมูเซอเหลือง ซึ่งคนไทยและไทยใหญ่เรียกว่ามูเซอกุย  พวกนี้เป็นมูเซอที่มาจากทางใต้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้  4 กลุ่มคือมูเซอชีนะตอ  มูเซอซีอะ   ดออะกา ทั้ง  2 กลุ่มนี้อยู่ทางใต้ของยูนนาน อีก 2 กลุ่มคือ  มูเซอชีบาหลาและมูเซอซีบาเกียว  อาศัยในรัฐเชียงตุง  รัฐฉานในเมียนมาร์และในประเทศไทย

มูเซอเฌเล  เรียกตัวเองว่า นะเหมี่ยว  มาแต่ครั้งที่ยังตั้งหลักแหล่งอยู่ในยูนนาน  และเพิ่งมาเรียกตนเองว่ามูเซอเฌเลก็เมื่ออพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย  คนไทยเรียกพวกนี้ว่ามูเซอดำ  โดยดูจากลักษณะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีดำ  มูเซอเฌเลในประเทศไทยมี  3  กลุ่ม  มูเซอพะคอ  มูเซอนะมือ  และมูเซอมะเหลาะ (มะลอ)

      

การตั้งหมู่บ้าน

            ในอดีตหมู่บ้านเซอดำกับหมู่บ้านมูเซอแดงในประเทศไทยมักจะตั้งอยู่ในระดับสูงกว่า 4,000 ฟุตขึ้นไป  ส่วนหมู่บ้านมูเซอเฌเลอยู่ในระดับ 3,500 ฟุต เป็นส่วนใหญ่  หมู่บ้านมูเซอกุยอยู่ในระดับต่ำสุดในจำนวนพวกมูเซอด้วยกัน  แต่ปัจจุบันมีหมู่บ้านมูเซอที่อยู่ต่ำกว่าระดับดังกล่าวเป็นจำนวนมาก  เนื่องจากได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ที่มีที่ดินดีกว่าเดิม  พวกนี้จะเลือกตั้งหมู่บ้านในบริเวณที่มีดินอุดมสมบูรณ์มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ป่า  ส่วนบริเวณที่ใช้เพาะปลูกทำกินนั้นมักจะถางป่าให้ห่างหมู่บ้านออกไป  พวกมูเซอ

เฌเลนั้นตั้งหมู่บ้านอยู่ใกล้แหล่งน้ำมากที่สุด  ปัจจุบันมีการอพยพมาตั้งหมู่บ้านใกล้พื้นราบมากขึ้น  เนื่องจากมีปัญหาพื้นที่ทำกินและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมาก

 

ระบบทางสังคม

            สถาบันครอบครัว

           โครงสร้างทางสังคมของมูเซอ  ประกอบด้วยหน่วยเบื้องต้น  2  หน่วยคือครอบครัวและหมู่บ้าน  ครอบครัวนี้ยึดถือแบบผัวเดียวเมียเดียว  แต่บางครั้งถ้าครอบครัวมีขนาดเล็กเพราะมีสมาชิกน้อยเกินไปไม่อาจทรงตัวทางเศรษฐกิจหรือประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามลำพัง  ก็อาจจะไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอื่นที่เกี่ยวดองเป็นญาติกันได้  ส่วนในระดับหมู่บ้านนั้น  หมู่บ้านมูเซอมีลักษณะทางสังคมที่ผูกพันกันอย่างหลวม ๆ แต่ละครัวเรือนมีอิสระมากสามารถแยกตัวออกจากหมู่บ้านได้ทุกเวลา  ยกเว้นกรณีที่ยังที่มีพันธะเรื่องการแต่งงานหรือเรื่องหนี้สินที่มีต่อเพื่อนบ้าน

             ระบบเครือญาติ

             มูเซอมีการสืบตระกูลทางฝ่ายแม่  ตัวอย่างที่สนับสนุนความคิดเช่นนี้ได้แก่การที่เด็ก ๆ ตั้งแต่เกิดมาก็อาศัยอยู่ในครอบครัวของฝ่ายแม่จนกระทั่งแต่งงาน (ถ้าไม่ยอมลงไปสร้างบ้านเรือนใหม่)  ผู้ชายแต่งงานแล้วก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่บ้านภรรยา  แต่เป็นที่สังเกตว่าผู้ชายมูเซอเฌเล  เมื่อแต่งงาน และอาศัยอยู่กับครอบครัวของภรรยาตามประเพณีแล้วมักจะหาเหตุขัดแย้งกับพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงหรือฝ่ายภรรยาอยู่บ่อย ๆ เพื่อแยกตัวไปสร้างบ้านเรือนใหม่  โดยเขาจะสร้างบ้านและจัดหาพื้นที่ในการสร้างบ้านเอง  เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมก็มักจะเข้ารวมกับญาติทางฝ่ายสามีและไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับญาติทางฝ่ายภรรยาเท่าใดนัก  ฝ่ายสามีจะเป็นผู้สืบสกุลแทนเมื่อบิดามารดาของตนเสียชีวิต 

             มูเซอมีชื่อที่ใช้เรียกกันเพียงชื่อแรกชื่อเดียว  ไม่มีแซ่หรือนามสกุลสำหรับผู้ที่มีนามสกุลนั้น มีใช้อยู่เพราะว่ามีผู้เข้าไปตั้งให้  มีคติของมูเซอกล่าวไว้ว่า “มูเซอ” ทุกคนจะต้องช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน  ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่”   จึงทำให้ดูเหมือนว่าทั้งหมู่บ้านเป็นญาติพี่น้องกันหมด  แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดที่มิได้ร่วมบิดามารดาเดียวกัน  ก็นับถือเป็นญาติทั้งสิ้น    ความสัมพันธ์ทางเครือญาติเช่นนี้  ก่อให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ  แนวความคิดเรื่องการนับญาติเช่นนี้ยิ่งทำให้ระบบเครือญาติขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จากการนับถือญาติภายในครอบครัวเรื่อยไปจนถึงลูกพี่ลูกน้องทั้งจากฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่  ลูกของลูก  ลูกของลูกพี่ลูกน้อง  ตลอดขึ้นไปจนถึงนับญาติในช่วงอายุที่นับลงถึงลูกหลานในอนาคตอีกชั่วอายุหนึ่งลงมา  โดยนัยนี้ บางครั้งก็เป็นปัญหาสำหรับบางครัวเรือนต้องแยกย้ายตัวออกไปจากหมู่บ้าน  เพราะความที่มีญาติที่ต้องคอยให้ความช่วยเหลืออยู่มากขนไม่อาจแบกภาระการช่วยเหลือฐาติที่ยากจนได้ตลอดไป

 

ระบบความเชื่อ

              ความเชื่อถือของมูเซอ  เป็นทั้งแบบที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว  และในเวลาเดียวกันก็มีความเชื่อในเรื่องผีสางเทวดาด้วย  เขาเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงสร้างโลกและมนุษย์ขึ้น  ความเชื่อเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทางหรือปรัญญาความคิดของคริสต์ศาสนาเป็นผลให้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในชนเผ่านี้เป็นไปได้ง่าย

              พระเจ้าผู้สร้างโลกของมูเซอที่นับถือเป็นพระบิดามีพระนามว่า “กื่อซา” มูเซอได้สร้างวัดอุทิศให้พระองค์ในทุกหมู่บ้าน  เขามีความเชื่อว่าพระเจ้าของพวกเขาเป็นผู้สร้างความดีทั้งมวล  อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากพระเจ้าแล้วยังเชื่อถือในภูติผีวิญญาณอันได้แก่  ผีเรือน  ผีประจำหมู่บ้าน ผีป่า  ผีดอย  ผีพายุ  ผีฟ้า  เป็นต้น

 

พิธีกรรมสำคัญ

                                1) พิธีกรรมฉลองปีใหม่ (เขาะจาเลอ)  มีขึ้นในเดือนมกราคมรวม 14 วัน  โดยมูเซอจะพากันตำข้าวปุกแลกเปลี่ยนกัน  ผู้หญิงผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าชุดใหม่อย่างสวยงาม  ไปเต้นรำที่ลานเต้นรำอย่างสนุกสนาน  ทุกคนกินอาหารร่วมกัน  รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่  และในช่วงนี้ถือเป็นช่วงแห่งวันบุญวันแห่งความดี จึงห้ามสมาชิกในหมู่บ้านทำสิ่งที่ไม่ดีงามโดยเด็ดขาด  เพราะถือเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์

                                2) พิธีกินข้าวใหม่ (จาสือ  จ่าเลอ)  เป็นพิธีที่มีความสำคัญเช่นเดียวกันกับวันขึ้นปีใหม่  โดยเป็นเรื่องซึ่งเกี่ยวข้องกับการนำผลผลิตข้าวและผลผลิตอื่น ๆ ในไร่ข้าวบริโภค  มูเซอเชื่อว่าผลผลิตข้าวได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเทพเจ้า  ดังนั้นจึงต้องมีพิธีกินข้าวใหม่เพื่อบวงสรวงต่อเทพเจ้าโดยตรง  เป็นการขออนุญาตเกี่ยวข้าวมาบริโภค  พิธีนี้จะขึ้นในราวเดือนกันยายน  ช่วงเวลาประกอบพิธีมี 4 วัน คือ ประกอบพิธี 1 วัน รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่  1  วัน  พักผ่อน  2 วัน

                                3) พิธีทำบุญเรียกขวัญ  (บูตีเว  จู่จือเลอ)  เป็นพิธีทำบุญโดยการสร้างสะพานเล็กบริเวณริมทางเดินเข้า – ออกหมู่บ้าน  โดยมีหมอผีเป็นผู้ทำพิธี  ในงานนี้ต้องฆ่าหมูเซ่นต่อผีเรือน  ผูกข้อมือ  สวดอวยพรและเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า  เพื่อขอให้สมาชิกในหมู่บ้านอยู่ดีกินดีปราศจากโรคร้าย  พิธีดังกล่าวนี้จะกำหนดวันดีเป็นวันสำหรับการทำพิธี

 

การปกครอง

            ผู้นำของหมู่บ้าน

           หมู่บ้านมูเซอ  มีรูปแบบการปกครองเป็นอิสระ  หัวหน้าหมู่บ้าน (คะแซป่า)  เป็นผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง  บางหมู่บ้านนอกจากจะปกครองเพียงหมู่บ้านตนเองแล้ว  ยังปกครองหมู่บ้านอื่นอีกด้วย  ในหมู่บ้านมูเซอมักจะมีผู้นำอยู่ด้วยกัน 3 ฝ่ายคือ  หัวหน้าหมู่บ้าน  ผู้นำทางความเชื่อ  และผู้อาวุโสที่มีอิทธิพลในหมู่บ้าน

              หัวหน้าหมู่บ้าน (คะแซป่า)

         มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลลูกบ้านในด้านความสงบสุข   ความปลอดภัย  ชักจูงให้สมาชิกของหมู่บ้านร่วมปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมให้ปฏิบัติตามหลักหรือกฎระเบียบจารีต  ให้เป็นไปตามประเพณีนิยมของหมู่บ้าน  มีผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าที่แทนหัวหน้าหมู่บ้านในช่วงเวลาที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยู่  หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้

              ผู้นำทางความเชื่อถือ

          แบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือผู้นำทางฝ่ายพิธีกรรม (ปูจา หรือ แก่ลู) และฝ่ายหมอผี (นี่ตีซอ)  ปู่จารเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องพิธีกรรมทางความเชื่อถือ  การติดต่อกับเทพเจ้ากื่อซา  ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรมเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า  เป็นผู้ที่มีความประพฤติดีทั้งกาย  วาจา  ใจ  เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น  บางหมู่บ้านหรือบางกลุ่มมีตำแหน่งปู่จอง  หรือตูโบ  ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของหมู่บ้าน  ซึ่งอาจจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอีก 3 คน คือสล่าละซอและ วาจา   (สล่าเป็นผู้ช่วยตูโบ ละซอผู้ดูแลวัด  อาจา  ผู้ดูแลการทำพิธีให้ถูกต้อง

              หมอผี

             เป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับภูติผีวิญญาณต่าง ๆ ซึ่งอาจมีความรู้ความสามารถด้านคาถาอาคมในการขับไล่ภูติผีปีศาจ  ความรู้เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ  หรือเรียนรู้มาจากผู้รู้จนได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้าน

             ผู้อาวุโสที่มีอิทธิพล

            เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีในหมู่บ้าน  หรือเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำด้านความเชื่อถือ  เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้านและเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพยำเกรง  เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกโดยทั่วไป  อาจเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านการรักษาพยาบาล  โดยทางไสยศาสตร์ หรือยาแผนโบราณหรือสมุนไพรก็ได้

                นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ  ช่างตีเหล็ก (จ่าลี)  อาจมี 1  หรือ 2 คนประจำอยู่ในหมู่บ้าน  มีหน้าที่ตีมีดหรืออุปกรณ์ที่ใช้ทางการเกษตร  เช่น  เสียม  จอบ  ให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน  ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความเคารพนับถือเช่นกัน

 

ลักษณะการปกครอง

            ชาวมูเซอไม่มีภาษาเขียน  จึงไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร  เมื่อมีข้อพิพาท  ทุกกรณีจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ใหญ่บ้าน  ซึ่งจะยึดถือตามแนวจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา  เมื่อมีข้อร้องเรียน  ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมหัวหน้าครอบครัวทุกคนเพื่อชี้จางและตัดสินชี้ขาด   ถ้าหากผลการตัดสินเกิดความขัดแย้งขึ้นอีก  ก็จะให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านแสดงความคิดเห็น  หากยังตกลงกันไม่ได้ต้องไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านพื้นราบมาช่วย  อย่างไรก็ดีผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอย่างอิสระ

               ถ้ามีเรื่องละเมิดเกิดขึ้นแล้ว  ผู้กระทำผิดจะมีโทษเพียงถูกปรับเป็นเงินตามอัตราที่ตกลงกันไว้  แต่ถ้าเป็นการกระทำผิดขั้นรุนแรงแล้ว  ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษโดยการไล่ออกจากหมู่บ้าน

              ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน  บางทีก็ไปคาบเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของพ่อครูหรือ ปู่จาร  การตัดสินใจบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยการตีความทางเวทย์มนต์จากปู่จาร  และปู่จารก็มีอำนาจในการคัดค้านการตัดสินใจของผู้ใหญ่บ้านได้  ในบางกรณีปู่จารได้รับการยกย่องให้เป็นผู้แทนพระเจ้าหรือตูโบ  ปู่จารนี้ก็ย่อมมีอำนาจทางการเมืองเหนือผู้ใหญ่บ้านด้วย  และเป็นไปได้ที่บางหมู่บ้านปู่จารและผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคน ๆ เดียวกัน  อย่างไรก็ตาม  ไม่เคยปรากฏว่ามีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างปู่จารกับผู้ใหญ่บ้าน

 

ข้อห้ามบางประการที่ควรรู้ในเรื่องพิธีกรรม

              ในขณะที่มีพิธีกรรมปีใหม่ (เขาะเจาะเลอ) ห้ามนำสิ่งเหล่านี้เข้ามาในหมู่บ้าน

  และในขณะที่มีพิธีกรรมกินข้าวใหม่  ห้ามทะเลาะเบาะแว้งและห้ามฟ้องร้องกัน โดยส่วนขณะที่การประกอบพิธีกรรมทำบุญเรียกขวัญ (ปู่ตีเว  จู่จือเลอ) ควรพูดแต่ในสิ่งที่ดีงาม  ห้ามแสดงกริยามารยาทลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งที่เคารพเชื่อถือ  และผู้คนที่อยู่พิธีกรรม  ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรระมัดระวังในสิ่งเหล่านี้

 

 ในเรื่องที่เกี่ยวกับเพศ

             ชาวมูเซอยึดถือเรื่องผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัดและมีอิสระในการหาคู่ครองและเกี้ยวพาราสี มีข้อที่ควรระมัดระวังดังนี้

 

ระบบเศรษฐกิจ

           เศรษฐกิจมูเซอขึ้นอยู่กับการเกษตรแบบทำไร่เป็นหลัก  และมีการเลี้ยงสัตว์ ล่าสัตว์และหาของป่า  พืชหลักของชาวมูเซอได้แก่  ข้าวและข้าวโพด  ในอดีตมูเซอปลูกฝิ่นกันแทบทุกหมู่บ้านแต่ปัจจุบันเลิกปลูกฝิ่นกันหมดแล้ว  และหันมาปลูกพืชทดแทนฝิ่นตามโครงการต่าง ๆ ที่ทางราชการและองค์กรเอกชนเข้าไปส่งเสริมการปลูกพืชผักชนิดต่าง ๆ สำหรับขาย  เช่น  มะเขือเทศ  มันฝรั่ง  ถั่วแดง  ถั่วลันเตา  ผักกาดหอม  ผักสลัด  ผลไม้ ได้แก่ เสาวรส  ท้อ  เป็นต้น

 

การเลี้ยงสัตว์และการล่าสัตว์

               นอกจากปลูกพืชหลักแล้ว  มูเซอยังเลี้ยงสัตว์ด้วย  ที่นิยมเลี้ยงได้แก่หมู่  และไก่  ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีและเพื่อการบริโภค  นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงม้า  วัว  ควาย  สำหรับใช้งานและขายเป็นสินค้า  มูเซอไม่นิยมทำคอกสัตว์  ใช้วิธีเลี้ยงปล่อยให้สัตว์หากินเองตามชายป่า  จึงมักสูญหายอยู่เสมอ

การล่าสัตว์

               เพื่อเป็นอาหาร  เนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้บางครั้งก็เอาไปตากแห้งขายได้บ้าง  วิธีการล่าสัตว์ใช้วิธีต่างคนต่างไป  หรือไล่เหล่าคือไปกันเป็นหมู่  เป็นที่ยอมรับกันว่ามูเซอเป็นนายพรานที่มีความชำนาญ  อาวุธที่ใช้แต่เดิมใช้หน้าไม้  และปืนแก๊ป เดี๋ยวนี้ใช้ปืนลูกซองเป็นส่วนใหญ่  อย่างไรก็ดี  ปัจจุบันสัตว์ป่าหายากขึ้นทุกที  และเขาก็ทราบดีว่าการล่าสัตว์ป่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย  จึงไม่ค่อยมีการล่าสัตว์ป่ากันอีกแล้ว  ยกเว้นกรณีมีหมูป่ามากินข้าวโพด  หรือมีนกมากินข้าวในไร่ที่ข้าวกำลังจะแก่  เจ้าของก็ต้องไล่ล่าสัตว์ดังกล่าวมิให้มาทำลายพืชผลของเขา

ลีซอ(ลีซู)

ประวัติความเป็นมา

 

           ลีซอเรียกตนเองว่า “ลีซู” เป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งที่มีภูลำเนาเดิมอยู่ที่ต้นน้ำสาละวิน  และแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของประเทศธิเบต  และทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานในประเทศจีน  ได้อพยพลงมาทางใต้เนื่องจากเกิดการสู้รบกันกับชนเผ่าอื่นนับเวลาหลายศตวรรษ  ลีซอได้ร่นถอยเรื่อยลงมาจนในที่สุดก็แตกกระจายกันอยู่ในเมียนมาร์  จีน  อินเดีย  และประเทศไทย  สำหรับการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยครั้งแรก  จากการสอบถามลีซอคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านลีซอดอยช้าง  อำเภอแม่สรวย  จังหวัดเชียงราย  ได้ข้อมูลว่าเข้ามาระหว่างปี พ.ศ.2462 – 2464  อพยพมาจากหมู่บ้านหนึ่งทางตอนใต้ของเมืองเชียงตุงประเทศเมียนมาร์  เข้ามาตั้งฐานอยู่ที่บ้านลีซอดอยช้าง  อำเภอแม่สรวย  จังหวัดเชียงราย  ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีอยู่ประมาณ 80 หลังคาเรือน

  ประตบานลซอ

การแบ่งกลุ่มและการกระจายตัวของประชากร

                การแบ่งกลุ่มลีซอแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น  2  กลุ่ม  คือ ลีซอลาย  และลีซอดำ  ลีซอลายหรือบางทีก็เรียกว่าลีซอลูกผสม (เขาเรียกว่าลีซูผิว์-ผิว์  แปลว่าลูกผสม)  ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย  มีลีซอดำอยู่จำนวนน้อย  คือมีเพียงไม่กี่คน  ลักษณะที่แตกต่างกันระหว่าง  2  กลุ่มคือ  การแต่งกายและภาษาพูดไม่เหมือนกัน  ภาษาพูดนั้นแตกต่างกันเป็นบางคำแต่พอจะฟังกันเข้าใจ

                การกระจายตัว  ลีซอมีอยู่ในประเทศจีน  อินเดีย  เมียนมาร์  และประเทศไทยในประเทศไทยมีอยู่ใน  9 จังหวัดคือ  เชียงราย  เชียงใหม่  พะเยา  แม่ฮ่องสอน  ตาก  กำแพงเพชร  เพชรบูรณ์  ลำปาง  และแพร่  ประชากรลีซอในประเทศไทยมีจำนวน  153  หมู่บ้าน  6,530 หลังคาเรือน  ประชากร  37,916  คน  คิดเป็นร้อยละ 4.14  ของประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทย

3. ระบบสังคม

            ครอบครัวลีซอ  โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว  ประกอบด้วย พ่อ  แม่ ลูก  บางครอบครัวมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย  เช่น  ครอบครัวที่บุตรชายแต่งงานกับหญิงสาวแล้วหญิงสาวเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายชายหรือชายเข้าไปอยู่ในครอบครัวของพ่อแม่ฝ่ายหญิง  เนื่องจากต้องไปชดเชยแรงงานเป็นค่าสินสอดของฝ่ายหญิง  แต่เมื่อถึงเวลาที่สมควรหรือเหมาะสม  ชายหญิงที่แต่งงานกันก็จะแยกตัวไปเป็นครอบครัวใหม่ขึ้นเช่นเดียวกันกับครอบครัวของสังคมไทยเรา  อย่างไรก็ตามลีซอนิยมตั้งบ้านเรือนหรือตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กันกับญาติที่เป็นพี่เป็นน้องหรือมีแซ่สกุลเดียวกัน  แซ่สกุล ของลีซอมีประมาณ  20  แซ่สกุลเศษ  มีทั้งสิบเชื้อสายมาจากจีนและเป็นเป็นลีซอแท้ ๆ สำหรับที่เป็นลีซอแท้ ๆ มีน้อยกว่าแซ่สกุลที่สืบเชื้อสายมาจากจีน  แต่ละแซ่สกุลเขารู้จักกันดี  ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่จังหวัดใด   มีการเคารพนับถือกันตามลำดับชั้น  เมื่อเป็นแซ่สกุลเ ดียวกัน  และอยู่ในกลุ่มย่อยของแซ่สกุลเดียวกัน  จะเกี้ยวพาราสีหรือแต่งงานกันไม่ได้

                ลีซอนิยมหรือต้องการมีบุตรชายมากกว่าบุตรสาว  อ้างว่าบุตรชายเมื่อเติบโตขึ้นสามารถเลี้ยงดูบิดามารดาได้  แต่บุตรสาวเมื่อเติบโตขึ้นแต่งงานแล้วจะต้องอยู่กับฝ่ายชาย

                การเลี้ยงดูบุตร ทั้งบิดามารดาช่วยกันเลี้ยงดูหรือบางทีปู่ ย่า เป็นผู้เลี้ยงดูเด็กในขณะที่พ่อแม่ไปทำงาน  ปัจจุบันเมื่อเด็กอายุ 7 – 8  ขวบ  ส่วนใหญ่นิยมให้เด็กเข้าโรงเรียนในหมู่บ้าน  หรือโรงเรียนที่อื่น  เมื่อ 10 ปีขึ้นไป  พ่อแม่จะแยกให้เด็กหญิงเด็กชายนอนกันคนละแห่ง  เพื่อป้องกันการกระทำความผิดทางเพศระหว่างญาติพี่น้องท้องเดียวกัน

                การเกี่ยวพาราสี  ปกติชายหนุ่มหญิงสาว  จะไม่เกี้ยวพาราสีกันเมื่อพบกันในหมู่บ้าน  แต่มีเวลาและโอกาสเกี้ยวกันดังนี้

ก.      การเกี้ยวกันในไร่ ในขณะที่เดินทางไปไร่  ขณะที่ทำงานในไร่  หากไม่มีญาติพี่น้องของฝ่ายหญิงที่

เป็นชายที่อาวุโสอยู่ด้วย  ก็สามารถพูดจาเกี้ยวพาราสีกันได้  หรือหากพบว่าหญิงสาวอยู่คนเดียวเดินทางไปทำงานคนเดียว  ก็อาจจะพูดจาเกี้ยวสาวได้

ข.      เกี้ยวกันที่ครกระเดื่องตำข้าว  ครกกระเดื่องยังมีให้เห็นในบางหมู่บ้าน  แต่ปัจจุบันลีซอนิยมสีข้าว

จากเครื่องจักร  บางหมู่บ้านจึงไม่พบเห็นครกกระเดื่องทำให้ประเพณีการเกี้ยวสาวที่ครกกระเดื่องหายไปด้วย   การเกี้ยวกันที่ครกกระเดื่อง  กลางคืนหญิงสาวจะออกมาตำข้าว (โดยมากอยู่ใกล้บ้าน)  ชายหนุ่มได้ยินเสียงตำข้าวก็จะออกมาช่วยตำข้าวและ  ณ  ที่นั่นเอง  ชายหนุ่มจะมีโอกาสถูกเนื้อต้องตัวหญิงสาว  พูดจากันด้วยเสียงกระซิบอย่างสนุกสนาน  ชายหนุ่มจับมือถือแขนหรือจับส่วนอื่นของร่างกายได้  ยกเว้นเบื้องต่ำตั้งแต่เอวลงมา  ไม่เป็นการผิดประเพณีแต่อย่างใด

                ค. เกี้ยวกันโดยร้องเพลงโต้ตอบกัน  ส่วนมากเขาจะนัดกันโดยมีชายหนุ่มเป็นหน้าม้าติดต่อหญิงสาว  นัดแนะกันให้มาร้องเพลง  ณ  จุดที่นัดพบกันใกล้ ๆ หมู่บ้านในเวลากลางคืน  หญิงสาว 2 – 3 คน  และชายหนุ่ม 2-3   คน  มาที่จุดนัดพบหลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว  เขาจะมานั่งอยู่ห่างกันประมาณ 5 – 7 เมตร  ก่อกองไฟไว้แล้วร้องเพลงโต้ตอบกัน  บางทีก็ร้องเพลงตั้งแต่  2  ทุ่มถึงเที่ยงคืน  บางครั้งถึงตี  3  ก็มี

                ง.  เกี้ยวกันเมื่อถึงวันปีใหม่  ปีใหม่มีการเต้นรำกัน  ชายหนุ่มจับมือหญิงสาวได้  ขณะที่เต้นรำชายหนุ่มจะพูดจาเกี้ยวพาราสีกระซิบกระซาบรำพึงรำพันถึงความรัก  ความคิดถึงต่อหญิงสาว  หากสาวพอใจ  ชายหนุ่มอาจจะบอกและให้ของที่ระลึกหรือเงินทองเป็นการมัดจำหญิงสาวไว้ก่อน  และมาตกลงแต่งงานกันภายหลัง  คำพูดเกี้ยวสาว “งัวะอะสีหมะหยัวะงัวะงีมาเถ่มาหยัวะ”  แปลได้ว่า “อะไรอะไร่ผมก็ไม่มี มีเพียงหัวใจดวงเดียวเท่านั้น

                การแต่งงาน

                การแต่งงาน  จะมีขึ้นหลังจากที่ชายหนุ่มได้ให้ของมัดจำหญิงสาวไว้  โดยไม่มีใครทราบว่าเขาได้ให้ของมัดจำไว้ตั้งแต่เมื่อใด  โดยมากเขาจะใช้วิธีนัดพบกันในไร่ แล้วก็พากันไป  หรือแกล้งหลอกให้หญิงสาวออกมานอกบ้านในยามค่ำคืนโดยให้เพื่อน ๆ ของชายหนุ่มไปเรียก  เมื่อหญิงออกมาเขาก็จะบอกว่าชายคนรักอยากจะพูดด้วย  เมื่อหญิงสาวถูกพาตัวไปแล้ว  พ่อแม่ฝ่ายชายจะส่งคนกลางหรือเฒ่าแก่จำนวน  2 คน  มาสู่ขอหญิงสาวจากพ่อแม่ฝ่ายหญิงตกลงเรื่องค่าสินสอด  การเลี้ยงคนในวันแต่งงานและกำหนดนัดหมายพิธีการแต่งงานกับตกลงกันอีกว่าเมื่อแต่งงานกันแล้วจะให้อยู่กับพ่อแม่ฝ่ายชายหรืออยู่กับพ่อแม่ฝ่ายหญิงในระยะแรก

                การแต่งงานลีซอถือว่าเป็นซื้อหญิงสาว ถ้าไม่มีเงินเพียงพอก็ต้องไปอยู่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงทำงานชดใช้เงินค่าสินสอดตามที่ตกลงกันว่านานระยะกี่ปี

                ปกติหญิงสาวคนหนึ่งชายหนุ่มจะต้องซื้อหรือให้เงินค่าสินสอดไม่ต่ำกว่า  5,000 บาท ขึ้นไป  บางคน 15,000  บาท  บางคนถึง  20,000 บาท  หรือมากกว่านี้ก็มี  ข้อนิยมของการแต่งงานเขานิยมให้บุตรชายแต่งงานกับหญิงสาวที่เป็นบุตรของน้องสาวหรือพี่สาวของพ่อหรือให้บุตรสาวแต่งงานกับบุตรชายของน้องชายหรือพี่ชายของแม่  สถานะของบุตรชายและบุตรสาวจองญาติพี่น้องกันนี้ลีซอเรียกว่าเป็น “ลูเปียว”  หรือเป็นแฟนกันตั้งแต่แรกเกิดมาทีเดียว  ถ้าแต่งงานกันความสัมพันธ์ฉันท์ญาติพี่น้องจะใกล้ชิดกระชับกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

                ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในสถานะดังกล่าวจะต้องแต่งงานกัน  การแต่งงานย่อมขึ้นอยู่กับความพอใจของชายหนุ่มหญิงสาวเป็นอันดับแรก  หากเขาไม่ชอบไม่รักกันไปรักคนอื่นจะแต่งงานกับคนอื่นก็เป็นเรื่องเขามีอิสระห้ามไม่ให้  โดยปกติฝ่ายหญิงก่อนตกลงปลงใจมักจะถามารดาผู้บังเกิดเกล้าส่วนฝ่ายชายก็จะถามบิดาของตนว่าพอใจหรือไม่ถ้าจะแต่งงานกับคนนั้นคนนี้  ถ้าพอใจก็ตกลงแต่งงานกันถ้าไม่พอใจก็จะไม่แต่ง โดยมากฝ่ายหญิงนั้นเชื่อมารดา  ส่วนชายนั้นไม่แน่นัก   หากไม่มีบิดามารดาเขาก็อาจถามความพอใจจากญาติที่อาวุโส  ซึ่งให้ความเคารพนับถือ

                เมื่อแต่งงานกันแล้วหากทัศนะความคิดไม่ตรงกันก็หย่าร้างกันได้  ถ้าฝ่ายชายขอหย่าเงินค่าสินสอดเรียกคืนไม่ได้แต่ถ้าฝ่ายหญิงขอหย่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องคืนเงินค่าสินสอดให้ฝ่ายชาย

                ชายลีซอบางคนมีภรรยา  2  คน  โดยบางครั้งทิ้งกับภรรยาคนแรกแล้วหนีไปมีคนใหม่  แต่บางคนก็มีภรรยาน้อยโดยเปิดเผย  ไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกันแต่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน  ซึ่งทั้งนี้เขาจะต้องเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดี  มีเงินที่จะซื้อภรรยาใหม่ได้  และจะต้องได้รับความยินยอมจากภรรยาคนแรกด้วย  ทราบข่าวเป็นที่เล่าลือกันโดยลีซอเล่าให้ฟังว่า  มีชายหนุ่มลีซอคนหนึ่ง  อายุประมาณ  40 ปีเศษ  อยู่ในท้องที่  อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่  มีภรรยาถึง  7 คน  ทุกคนยังมีชีวิติอยู่  ไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน  ต่างคนต่างอยู่  แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน  ภรรยาคนที่ 7  อายุยังไม่ถึง  20 ปี

                การแต่งงานโดยทั่วไปนิยมแต่งงานในเผ่าเดียวกัน  มีอยู่บ้างที่แต่งงานข้ามเผ่า  เช่น  แต่งงานกับมูเซอ และอีก้อ  ซึ่งเป็นเผ่าที่อยู่ในกลุ่มภาษาเดียวกัน  นอกจากนี้ก็มีหญิงลีซอแต่งงานกับจีนฮ่อหรือกับคนไทย  มีหญิงลีซอคนหนึ่งแต่งงานกับกะเหรี่ยง  ซึ่งลีซอมีความคิดเห็นว่า  เป็นเรื่องแปลก  แต่ปัจจุบัน  ลีซอแต่งงานกับแม้วและเย้าก็มี

เศรษฐกิจ

               เศรษฐกิจของชาวเขาเผ่านี้ขึ้นอยู่กับอาชีพทางการเกษ๖รเป็นหลักมีการปลูกข้าว ข้าวโพด  ฝิ่น  พืชผักและการเลี้ยงสัตว์  นอกจากนี้ก็มีอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นอาชีพรอง  เช่นการทอผ้า  การเย็บปักลายผ้า  การทำเครื่องประดับด้วยโลหะเงิน  การต้มสุรา  มีอยู่บ้างที่มีอาชีพรับจ้างเป็นครั้งคราว

                ข้าว  ปลูกไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือน  บางหมู่บ้านปลูกข้าวไม่ได้ผลดีทางราชการได้แก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงานเอกชนโดยการจัดตั้งธนาคารข้าวขึ้น

                ข้าวโพด ปลูกไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์  อาทิ  หมู  และไก่  บางแห่งปลูกไว้สำหรับขายเป็นเงินสดหรือพืชเศรษฐกิจ  เช่น หมู่บ้านลีซอในจังหวัดเพชรบูรณ์  และกำแพงเพชร  ซึ่งเป็นที่พืชทำรายได้อย่างดีแก่ชาวเขาในหมู่บ้าน

                ฝิ่น ปลูกไว้สำหรับขาย  ปัจจุบันนี้ปริมาณของพื้นที่ที่ปลูกฝิ่นได้ลดลงมาก  เนื่องจากทางราชการได้เข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้  ขณะเดียวกันได้พยายามหาพืชอย่างอื่นที่เหมาะสมมาส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกแทน  บางแห่งปลูกฝิ่นไม่ได้เนื่องจากอากาศร้อนเกินไป เช่น ลีซอบ้านปางไม้แดง  อำเภอแม่แตง  จังหวัดเชียงใหม่  ลีซอบ้านคลองลานกิ่ง  อำเภอคลองลาน  จังหวัดกำแพงเพชร  เขาได้ปลูกพืชอย่างอื่นแทน

                พืชผัก ปลูกไว้ในไร่ข้าว  ข้าวโพด  และไร่ฝิ่น  โดยปลูกควบคู่กันไปด้วย  ผักที่ปลูก  เช่น  ฟัก  ฟักทอง  ถั่งชนิดต่าง ๆ เผือก  มัน  ผักกาด ฯลฯ เขาปลูกไว้สำหรับใช้บริโภคในครัวเรือน

                การเลี้ยงสัตว์ ลีซอมักจะเลี้ยงหมูและไก่ไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมบูชาผี  และเป็นอาหารเลี้ยงม้า  และฬ่อ  ไว้บรรทุกสิ่งของ  บางครัวเรือนเลี้ยงวัวไว้สำหรับขายเป็นสินค้า

                อุตสาหกรรมในครัวเรือน  ในบางหมู่บ้าน  เราจะพบเห็นผู้หญิงลีซอบางคนทอผ้า  เย็บปักลายผ้าสำหรับไว้ใช้เอง  และสำหรับขายเป็นสินค้า  การทำเครื่องประดับโลหะเงิน  การตีเหล็กทำขึ้นไว้ใช้เอง  และบางคนมีฝีมือดีก็รับจ้างยึดอาชีพด้านนี้เป็นประจำก็มี

                อย่างไรก็ดี  เศรษฐกิจของลีซอยังขึ้นอยู่กับการเกษตร  การปลูกข้าว  ข้าวโพดและพืชผักชนิดต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนได้เข้าไปส่งเสริมแทนการปลูกฝิ่น  ได้แก่พืชผักเมืองหนาว  เช่น  ผักกาด  กะหล่ำปลีสีม่วง  ถั่วแขก ถั่วลันเตา  มันฝรั่ง  มะเขือเทศ  ท้อ  สาลี่  และมีบางแห่งปลูกข้าวบาร์เล่ย์เพื่อส่งขายให้บริษัท  พืชที่ลีซอหามาปลูกเอง  ได้แก่ขิง  ซึ่งบางปีราคาดี  กิโลกรัมละ  10 บาท ขึ้นไป  แต่บางปีราค่าตกเหลือกิโลกรัมละ 3-4 บาทเท่านั้น

  

ระบบความเชื่อถือ

                ลีซอยังคงนับถือผีอยู่เป็นส่วนใหญ่  มีอยู่บ้างที่หันมานับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์  การนับถือผียังคงพบเห็นในหมู่บ้านโดยทั่วไป  มีผีประจำหมู่บ้าน ผีบ้าน  ผีเรือน  ผีหลวง  ผีป่า  ผีน้ำหรือผีลำห้วย

                ผีต่าง ๆ อาจแบ่งออกเป็นผีดีและผีร้าย  ผีดีเป็นผีที่ให้คุณแก่พวกเขา  เช่น ผีประจำหมู่บ้าน ผีบรรพบุรุษ  ผีบ้านผีเรือน  ส่วนผีร้ายได้แก่ผีป่า  ผีคนตายไม่ดี   เช่น ผีถูกยิงตาย  หรือถูกฟ้าผ่า

                ในหมู่บ้านจะมีหมอเมือง  เปรียบเสมือนผู้นำทางศาสนาเป็นผู้ทำพิธีบูชาผีประจำหมู่บ้าน   จะมีวันศีลทุก ๆ  15 วันต่อครั้ง  ซึ่งเขาจะหยุดทำงานกันทั้งหมู่บ้านห้ามใช้มีดหรือของมีคมทุกชนิด  แต่การล่าสัตว์ในป่าบางหมู่บ้านไม่มีข้อห้าม

                นอกจากหมอเมืองก็มีหมอผีเป็นผู้กระทำตนเป็นสื่อกลางระหว่างผีกับคนโดยเฉพาะเมื่อเกิดความเจ็บป่วยโดยไปทราบสาเหตุ  ลีซอจะเชื่อกันว่าถูกผีกระทำเขาจะให้หมอผีมาเข้าทรงเชิญวิญญาณมาสิงในร่างของหมอผี  ถามเหตุแห่งความเจ็บป่วย  และหมอผีจะเป็นผู้รักษาคนเจ็บป่วย  ผลการรักษาก็มีหายบ้างไม่หายบ้าง  แต่ปัจจุบันลีซอหันมานิยมการใช้ยาตำราหลวง  หรือถ้าเจ็บป่วยหนักก็มักจะเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลกันมาก

                หมอเมือง  และหมอผีไม่มีการสืบสายต่อไปยังบุตรหลาน  หมอเมืองเป็นได้โดยการใช้ไม้คว่ำหงายเสี่ยงทายเอา  ส่วนหมอผีเป็นโดยมีวิญญาณเข้าฝัน  หมอทั้งสองประเภทนี้เป็นได้เฉพาะผู้ชาย  ผู้หญิงเป็นไม่ได้  อย่างไรก็ตาม  บุตรชายของหมอผีมักจะเป็นหมอผีด้วย

การปกครอง

           ลีซอไม่มีหัวหน้าเผ่าไม่มีผู้นำสูงสุด  ได้สอบถามลีซอบางคนเล่าว่าในอดีตที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศจีนเขามีหัวหน้าสูงสุด  เป็นถึงชั้นที่เทียบเท่ากษัตริย์ เป็นผู้บัญชาการในการสู้รบ  และเคยยกทัพไปสู้รบกับชนเผ่าอื่นหลายครั้ง

                การปกครองของลีซอในระดับหมู่บ้านที่อยู่ในประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมาอาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบอนาธิปไตยคือทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน  ไม่มีใครใหญ่หรือเหนือกว่าใคร  ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นจากทางราชการดูเหมือนจะไม่มีอำนาจอะไรมากนัก  เนื่องจากลีซอมีความรู้สึกนึกคิด ว่า “ใหญ่” เท่ากัน  มีลีซอบางคนกล่าวว่าทุกคนเกิดมาแล้วเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ “หัวเข่าเท่ากัน” ความหมายคือไม่มีใครเป็นใหญ่กว่ากัน

                การปกครองของลีซอด้วยกันจึงเป็นที่ค่อนข้างยาก แต่เขาก็มีสภาคนเฒ่าคนแก่หรือสภาอาวุโส  ประกอบด้วยผู้อาวุโสของแต่ละแซ่สกุลในหมู่บ้านรวมตัวขึ้นอย่างหลวม ๆ เป็นผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือและการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้าน  ทำหน้าที่ดูแลปกครองรักษาความสงบเรียบร้อย  ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางราชการตัดสินคดีและหรือดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เป็นประเพณีหรือสร้างสรรค์สิ่งสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้านของตนเอง

เจ้าหน้าที่ของทางราชการหรือผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความประพฤติดี  จะเป็นคนไทยหรือลีซอก็ดีเมื่ออยู่ประจำในหมู่บ้านลีซอมักจะได้รับการยกย่องเคารพนับถือ  และเป็นเสมือนสมาชิกคนหนึ่งของสภาผู้เฒ่าผู้แก่ด้วย  ทั้งนี้อยู่ที่ว่าหากเขาได้ประพฤติปฏิบัติตนจนเป็นที่ยอมรับของชาวเขาเผ่าลีซอ

กะเหรี่ยง

ประวัติความเป็นมา

 

           เดิมกะเหรี่ยงอาศัยอยู่แถบบริเวณต้นแม่น้ำสาละวิน  ต่อมาได้อพยพเข้าสู่เมียนมาร์และไทย  แต่คำกล่าวนี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีบันทึกของมิชชันนารีอเมริกันแบบติสต์ซซึ่งไปทำงานกับชาวกะเหรี่ยงในเมียนมาร์ได้ให้รายละเอียดว่ามีชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ต่อมาเกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายปกครองของเมียนมาร์กับชาวกะเหรี่ยงรวมทั้งชนกลุ่มน้อยกลุ่มอื่น ๆ  กระทั้งเกิดเป็นสงครามขึ้น  ซี่งเป็นแรงกดดันอันสำคัญที่ทำให้ชาวกะเหรี่ยงจำนวนมากอพยพเข้าสู่ประเทศไทย  ตามเขตชายแดนซึ่งเดินทางเข้ามาได้ไม่ยากนัก

           กะเหรี่ยงจัดอยู่ในตระกูลภาษาจีน – ธิเบต  ในประเทศไทยมี  1,925 หมู่บ้าน  87,793  หลังคา-เรือน  ประชากร  438,450  คน  คิดเป็นร้อยละ  4.793  ของจำนวนประชากรชาวเขาในประเทศไทย กระจายตัวอยู่ในเขต  15 จังหวัดคือ  กาญจนบุรี  กำแพงเพชร  เชียงราย  เชียงใหม่  ตาก  ประจวบคีรีขันธ์  เพชรบุรี  แพร่  แม่ฮ่องสอน  ราชบุรี  ลำปาง  ลำพูน  สุโขทัย  สุพรรณบุรี  และอุทัยธานี  ปัจจุบันมีกะเหรี่ยงอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองจำนวนหนึ่ง  ทำงานเป็นข้าราชการ  รับจ้าง อีกส่วนหนึ่งศึกษาเล่าเรียน  กะเหรี่ยงในประเทศไทยมี  4 กลุ่มย่อย คือ

2. การตั้งถิ่นฐาน

           กะเหรี่ยงส่วนใหญ่อยู่บนเขาและมีบ้างอยู่ตามพื้นราบ  บางแห่งมีทั้งกะเหรี่ยงสะกอ และกะเหรี่ยงโปอยู่อย่างหนาแน่นก็จริง  แต่ไม่ชอบอยู่รวมกัน หมู่บ้านถึงแม้จะอยู่ติดกันแต่ก็แยกกลุ่มกัน  ลักษณะเด่นอันหนึ่งของกะเหรี่ยงที่ไม่เหมือนกับชาวเขาเผ่าอื่นก็คือ  การตั้งหมู่บ้านอย่างถาวรเป็นหลักแหล่ง  เช่น บางหมู่บ้านของกะเหรี่ยงนั้นอยู่มานานกว่า 200 ปีก็มี  ทั้งนี้เพราะความสามารถในการอนุรักษ์ดินและน้ำ   วิธีการที่ดีและเหมาะสมคือ  การทำนาแบบขั้นบันไดตามไล่เขา  จึงสามารถที่จะทดน้ำเข้าไปใช้ได้ หรือการทำนาน้ำฝน

      คนทั่ว ๆ ไปโดยเฉพาะทางภาคเหนือรู้จักกะเหรี่ยงในชื่อว่าคนยาง  ส่วนไทยในภาคกลางนั้นรู้จักกะเหรี่ยงในชื่อว่ากะเหรี่ยง  นอกจากนั้นในท้องที่หนึ่ง ๆ อาจเรียกพวกนี้ว่า ยางแดง  ยางขาว  ยางเปียง  ยางกะเลอ  และยางน้ำ ฯลฯ ซึ่งที่แท้จริงแล้วก็คือชื่อกะเหรี่ยงอย่างเดียวกัน  แต่นักภาษาศาสตร์ได้แบ่งแยกกลุ่มกะเหรี่ยงทั้งหมดที่อยู่ในประเทศไทยเพียง 4 กลุ่มตามที่ได้กล่าวมาแล้วเท่านั้น

        

3. ระบบสังคม

            การตั้งถิ่นฐานรวมตัวกันเป็นหมู่บ้านเป็นสิ่งสำคัญคือ  เป็นแหล่งหรือสถานที่สำหรับการประกอบพิธีกรรมของตนเอง ในหมู่บ้านหนึ่ง ๆ นั้นจะมีหัวหน้าฝ่ายชายซึ่งมีตำแหน่งหมอผีเพียงคนเดียวเป็นผู้ทำพิธีกรรมนี้  นอกจากนั้นแต่ละหมู่บ้าน (ในอดีต)  ยังได้แบ่งเขตของตนหรืออาณาเขตของหมู่บ้านโดยใช้รัศมีการเดินทางระยะเดินเท้า 1 ชั่วโมง  เป็นตัวกำหนด  คนในหมู่บ้านหนึ่งจะไปทำไร่ในเขตของอีกหมู่บ้านหนึ่งไม่ได้  นอกจากการทำนาเท่านั้น  เพราะนาซื้อขายกันได้  แต่ไร่นั้นเป็นการถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง

           สังคมกะเหรี่ยงเป็นครอบครัวเดี่ยว  ซึ่งหมายถึงว่าในบ้านหลังหนึ่งจะประกอบด้วยพ่อแม่ และลูกเท่านั้น  เมื่อลูกแต่งงานก็จะแยกครอบครัวไปปลูกบ้านใหม่หลังเล็ก ๆ แต่มีข้อแม้ว่า  ถ้าแต่งงานแล้ว ชายจะต้องมาอยู่กับบ้านภรรยาก่อนเป็นเวลา 1 ฤดูกาลเกษตร (คือเริ่มจากการถางไร่  ปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวข้าวประมาณ 7-8 เดือน)  หลังจากนั้นก็จะปลูกบ้านใกล้ชิดกับพ่อแม่ฝ่ายภรรยา  คำว่าครัวเรือนในสังคมกะเหรี่ยงนอกจากมีความหมายถึงพื้นฐานขั้นแรกในด้านการผลิตและบริโภคแล้วยังหมายถึงว่าแต่ละครัวเรือนมีไร่ของตนเอง  พิธีกรรมด้านการเกษตรและการรักษาพยาบาลเป็นหน้าที่ของหัวหน้าครัวเรือนยกเว้นพิธีทางศาสนาหรือการเลี้ยงผีตามประเพณีของผีฝ่ายมารดา

การสืบสายฝ่ายมารดา

            กะเหรี่ยงโปเป็นกลุ่มที่นับถือผีบรรพบุรุษฝ่ายมารดาซึ่งหมายถึงว่าพ่อแม่จะตร้องเป็นกะเหรี่ยงโป  สำหรับผู้มีบิดาหรือมารดาเป็นกลุ่มอื่น   เช่น สะกอ  หรือลัวะ จะไม่มีผีบรรพบุรุษหรือฝีในสายฝ่ายมารดาเดียวกัน  จะมีแต่ผีเรือนของตนเองเท่านั้น

การแต่งงาน

            การแต่งงานเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว  ซึ่งเป็นกฎที่เคร่งครัดมาก  การหย่าร้างมีน้อยและการแต่งงานใหม่ไม่ค่อยปรากฏ  การสมสู่ก่อนที่จะแต่งงานกันนี้เป็นกฎข้อห้ามและจะถูกรังเกียจถึงขั้นปรับไหมและเชื่อกันว่าผีเจ้าที่จะขุ่นเคือง

             ปกติการเกี้ยวพาราสี  มักจะเกิดขึ้นในโอกาสพิธีงานศพ  ซึ่งจัดให้มีขึ้นในหมู่บ้าน (เหมือนกับงานเทศกาล) เพราะหนุ่มสาวที่อยู่กันไกล ๆ ก็เดินทางมาร้องเพลงสวดรอบ ๆ ศพที่บ้านคนตายตลอดคืน งานศพอาจจะมีขึ้น 3 – 5  คืน โอกาสนี้ชายหนุ่มก็จะมีโอกาสเลือกคู่ครองได้

            การเลือกคู่ครองนั้น  ฝ่ายหญิงจะเป็นผู้บอกตกลงแต่งงานกับชายก่อน  และบางครั้งหญิงสาวก็จะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดซึ่งไม่ถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติในสังคม

            การแต่งงานระหว่างผู้นับถือผีบรรพบุรุษของสายฝ่ายเดียวกันจะกระทำมิได้ปกติกะเหรี่ยงโป่จะแต่งงานกับพวกเผ่าเดียวกันแต่ก็มีบ้างที่แต่งงานกับคนนอกเผ่า  เช่น กะเหรี่ยงสะกอ  ลัวะ และคนไทยก็มี

การสืบมรดก

            ทรัพย์สินต่าง ๆ จะแบ่งกันในระหว่างที่คู่สมรสยังมีชีวิตอยู่กับลูก ๆ  ถ้าหากลูกยังเล็กเกินไปทรัพย์สินต่าง ๆ ก็จะให้ผู้อื่นซึ่งได้แก่ญาติฝ่ายบิดามารดาเป็นผู้ดูแลให้  แต่ของส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ของผู้ตายซึ่งหมายถึงบิดามารดาจะถูกเผ่ารวมกับศพ  เช่น ปืน เสื้อผ้า  ถุงย่าม

            ถ้าหากมีการพิพากในเรื่องมรดกเกิดขึ้น  หมอผี  หรือเชี่ยเก็งคูจะปรึกษาหารือกับกลุ่มผู้อาวุโสและตัดสินใจร่วมกัน

4. การปกครอง

            อำนาจในทางการปกครองโดยเฉพาะจากทางราชการที่ได้ตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านนั้น  ถ้าเป็นหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลและการคมนาคมลำบากแล้ว  อำนาจต่าง ๆ ของผู้รับหน้าที่จากทางรัฐบาลจะมีไม่มากเท่ากับหมอผีประจำหมู่บ้านและกลุ่มผู้อาวุโส  เพราะชาวบ้านต่างยอมรับและประพฤติปฏิบัติตามประเพณีมากกว่า  เช่น  การตัดสินปัญหาที่มีความผิด  โดยการลงโทษด้วยการขับไล่ลูกบ้านออกจากหมู่บ้านจะเป็นไปตามข้อตัดสินของกลุ่มผู้อาวุโสเท่านั้น  ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้มีตำแหน่งทางราชการก็เป็นเพียงคนหนึ่งในคณะกรรมการของกลุ่มผู้ตัดสิน

5. ความเชื่อถือ

            ความเชื่อถือของกะเหรี่ยงได้แผ่แทรกซึมและมีอิทธิพลมากต่อการประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเขา  ดังนั้นกะเหรี่ยงจึงให้ความสำคัญในทางศาสนามาก นั่นคือการนับถือผีและพุทธรวมกัน ผีที่กะเหรี่ยงนับถือซึ่งมีความสำคัญ  ได้แก่ผีเจ้าที่และผีต่าง ๆ ที่สิงสถิตอยู่ตามป่า  ภูเขา  ลำห้วย  ในไร่ และในหมู่บ้าน ฯลฯ  ผีที่ถือกันว่าเป็นผีร้ายนั้นเชื่อว่าเป็นผีที่จะทำให้ประสบภัยพิบัติทั้งปวง  จึงต้องมีการเอาอกเอาใจด้วยการเซ่นสังเวยด้วยอาหารต่าง ๆ ซึ่งได้แก่  หมู  ไก่ ฯลฯ

            นอกจากมีความเชื่อในเรื่องผีต่าง ๆ ซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันต่อพวกเขาแล้ว กะเหรี่ยงยังเชื่อในเรื่องขวัญซึ่งมีประจำตัวของแต่ละคน  กะเหรี่ยงเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีอยู่ทั้งหมด  33  ขวัญ  ส่วนใหญ่ไม่สามารถนับได้หมดว่าขวัญอยู่ในส่วนไหนบ้างของร่างกาย  เพียงแต่บอกได้ว่าอยู่ในส่วนสำคัญ ๆ ของร่างกาย  เช่น ขวัญศรีษะ   ขวัญสองขวัญที่ใบหูทั้งสองข้าง ขวัญจะละทิ้งหรือหายไปก็ต่อเมื่อคน ๆ นั้นได้ตายไป  นอกจากนั้นแล้วเชื่อกันว่าขวัญชอบที่จะหนีไปท่องเที่ยวตามความต้องการของมันเอง และก็อาจจะถูกผีร้ายต่างๆทำร้าย  หรือกักขังไว้  ซึ่งจะทำให้ผู้นั้นล้มป่วย  การรักษาพยาบาลหรือวิธีที่จะช่วยเหลือคนเจ็บป่วยได้ก็คือ  การล่อและเรียกขวัญให้กลับมาสู่บุคคลที่เจ็บป่วย  พร้อมกับทำพิธีผูกข้อมือรับขวัญด้วย  ในสังคมของกะเหรี่ยงนั้นถือเป็นปกติธรรมดา  เมื่อแต่ละวันในหมู่บ้านจะทำพิธีเลี้ยงผีและการเรียกขวัญของคนเจ็บป่วยแทนการรักษาด้วยหมอสมัยใหม่  บางครั้งถึงแม้จะมีหมอเข้าไปช่วยรักษาให้ตามแบบทันสมัย  แต่ถ้าหากที่บ้านผู้ป่วยนั้นได้รักษาด้วยการเลี้ยงผีแล้วเขาจะปฏิเสธที่จะรักษาทันทีอย่างน้อย  3 วัน

6. เศรษฐกิจ

          เศรษฐกิจของกะเหรี่ยงในอดีตอยู่ในสภาพที่เรียก “เพื่อยังชีพ”  ซึ่งหมายถึงการทำมาหากินเพื่อบริโภคเท่านั้น  ได้แก่  การปลูกข้าวไร่เป็นหลัก  และการทำนาขั้นบันไดตามหุบเขา  โดยไม่มีการปลูกพืชเงินสดแต่อย่างใด  กะเหรี่ยงไม่เคยปลูกฝิ่นแต่เป็นผู้เสพฝิ่นกันมาก  ทั้งนี้เพราะกะเหรี่ยงนิยมใช้ฝิ่นดิบและสุกมาใช้เป็นยารักษาโรคตร่าง ๆ และบำบัดความเจ็บปวด เนื่องจากได้รับอุบัติ เหตุ

             ปัจจุบันนี้กะเหรี่ยงเริ่มรู้จักการปลูกพืชเงินสดหรือปลูกพืชเพื่อขายกันมากขึ้น  เช่น กล่ำปลี  มะเขือเทศ  มันฝรั่ง  พืชผักและผลไม้และดอกไม้เมืองหนาว  โดยเฉพาะหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการหลวง  และหมู่บ้านที่มีการคมนาคมค่อนข้างสะดวก  มีน้ำใช้สำหรับการเกษตรได้ตลอดฤดูกาลเพาะปลูก

             กะเหรี่ยงได้ชื่อว่า  เป็นเผ่าที่รู้จักการใช้พื้นที่ทำกินแบบอนุรักษ์โดยวิธีที่เรียก “ไร่หมุนเวียน”  คือทำไปแล้วก็พักทิ้งไว้ 3 – 5  ปี ก็จะกลับไปทำใหม่วนเวียนกันอย่างนี้ตลอดไปเพื่อป้องกันการสูญเสียของหน้าดิน  อันจะทำให้ดินเสื่อมคุณภาพ  จึงนับว่ากะเหรี่ยงเป็นพวกที่อยู่อย่างถาวรไม่เคลื่อนย้ายด้วยเหตุผลดังกล่าว

            การเลี้ยงสัตว์  กะเหรี่ยงนิยมเลี้ยงสัตว์ต่าง ๆ เช่น วัว ควาย หมู  ไก่  โดยเฉพาะไกและหมูเลี้ยงไว้เพื่อใช้ในพิธีกรรมต่าง ๆ ความสำคัญทางเศรษฐกิจของการเลี้ยงสัตว์ในหมู่บ้านได้แก่  การเลี้ยงช้าง  ในอดีตใช้ช้างเพื่อรับจ้างทำงานกับบริษัททำไม้  แต่ปัจจุบันก็ยังมีการเลี้ยงช้างไว้เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ขี่เดินชมธรรมชาติในป่า  นอกจากนี้กะเหรี่ยงเป็นนักล่าสัตว์ป่าเพื่อการบริโภคและชำนาญในการหาของป่าขายเป็นรายได้อีกด้วย

จีนฮ่อ

 ประวัติชาวจีนฮ่อ ในภาคเหนือ

 DSCF07991

Haw จีนฮ่อ
            นักภาษาศาสตร์จัดให้อยู่ในตระกูลภาษาจีน-ทิเบต (Sino-Tibetan Language Family) Synonyms : Ho
จีนฮ่ออาศัยอยู่ใน 5 จังหวัด 20 อำเภอ 71 หมู่บ้าน ประชากรรวม 21,579 คน (ทำเนียบชุมชนบนพื้นที่สูง 2540, น.63) พวกจีนฮ่ออยู่ทางตอนใต้ของจีน พรมแดนระหว่างไทย ลาว อาศัยอยู่บนเทือกเขารู้จักในนาม Chinese hill farmer (Lebar and others, p.2) ชาวจีนฮ่อที่พบในประเทศไทย อพยพเข้ามาหลังการปฏิวัติระบบจักรพรรดิ์ของจีน มาเป็นคอมมิวนิสต์ โดยผู้นำการอพยพคือนายทหาร เข้ามาอยู่อาศัยในเขตติดต่อไทยพม่าปัจจุบันพบจีนฮ่อในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และพะเยาชาวจีนฮ่อในประเทศไทยถือเป็นชนกลุ่มน้อยที่อพยพเข้ามาในลักษณะผู้ลี้ ภัยทางการเมืองและเปรียบเสมือนแนวกันชนในการสกัดกั้นลัทธิคอมมิวนิสต์ จีนฮ่อชื่อนี้ได้ยินกันมาตลอดแต่น้อยคนที่จะทราบว่าใครคือจีนฮ่อ จีนฮ่อคือชาวจีนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากมณฑลยูนาน ลงมาทางภาคเหนือของประเทศไทยในรูปลักษณะของพ่อค้าแร่ ที่ใช้ม้าต่างหรือ ฬ่อเป็นพาหนะในการบรรทุกสินค้าผ่านมาทางฮ่องลึกหรือด่านแม่สายเดินตามช่องทางนี้มาตั้งแต่โบรา

ช่องทางต่างๆ ตามทิวเขาแดนลาว ในแนวเหนือ - ใต้ ที่กั้นเขตแดนไทย - กับพม่า จะมีช่องทางต่าง ๆและทิวเขาแนวนี้เป็นที่ตั้งของกองทหารจีนคณะชาติ ที่เราไปเรียกเหมาว่า จีนฮ่อคือ
ช่องทางฮ่องลึก (ด้านท่าขี้เหล็กของพม่าติดกับอำเภอแม่สาย)
ช่องทางเมืองฝาง (น้ำกก)
ช่องทางดอยลาง -ดอยสันจุ๊
ช่องทางหมูฮ่อ (ช่องกิ่วผาวอก) เชียงดาว
ช่องทางหลักแต่ง (ช่องเมืองแหง)
ช่องทางนาป่าแปก (แม่ฮ่องสอน)
ชนชาวจีนกลุ่มที่บรรทุกสินค้า (เช่นฝิ่น) เข้ามาทางฮ่องลึกไม่ใช่จีนแต้จิ๋วซึ่งเป็นชาวจีนกลุ่มใหญ่ในประเทศไทยเรียกว่า พวกจีนฮ่อ ชาวจีนฮ่อประมาณ ๑ ใน ๓จะนับถือศาสนาอิสลาม ใช้ภาษาจีนกลางได้พากันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงรายและกลายเป็นคนไทย เป็นคหบดีของเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนไปหมดแล้วและถูกวัฒนธรรมของท้องถิ่นกลืน จนกลายเป็นคนไทยไปหมด
ดังนั้นฮ่อที่เป็นรากศัพท์ของฮ่อที่เราเรียกกันในปัจจุบัน จะต้องถือว่าไม่มีแล้วแต่มีฮ่อรุ่นใหม่ที่เราไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอย่างไร ก็เลยเรียกว่า จีนฮ่อจีนฮ่อรุ่นใหม่ซึ่งความจริงไม่ใช่ แต่เป็นทหารของกองกำลังทหารจีนคณะชาติยังมีจีนฮ่อพลเรือน ซึ่งอพยพลี้ภัยสงครามเข้ามาอยู่ในรัฐฉาน สหภาพพม่าและอยู่มานานจนถูกกวาดอย่างจริงจังจากพม่า จึงทะลักเข้ามาตั้งถิ่นฐานในไทยจุดที่สำคัญที่สุดคือ ดอยตุง ดอยแม่สลอง ในจังหวัดเชียงรายและถ้ำง๊อบในจังหวัดเชียงใหม่
          

          เมื่อจีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ได้ทั้งหมดเป็นผลให้ จอมพล เจียงไคเช็ค ผู้นำจีนชาติ ต้องถูกไล่ตีตกทะเลไปอยู่ยังฟอร์โมซาหรือเกาะไต้หวันในปัจจุบัน จีนคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองแผ่นดินใหญ่ ตั้งแต่ปีพ.ศ.๒๔๙๒ กองกำลังทหารจีนคณะชาติ "ก๊กมินตั๋ง" ที่สำคัญที่เรารู้จักกันในนามของ "กองพล ๙๓" ซึ่งยืนหยัดอยู่ในพม่านั้น ก็ถูกกำลังของพม่ากวาดล้างเกือบจะสลายส่วนกองพล (ไม่ได้มีกำลังอัตรากองพล) และกองพลอื่น ๆก็เช่นกันถูกกวาดล้างไปจนสูญสลาย ส่วนกองพล ๙๓ นั้น ไม่ได้ถึงกับสลายตัวทั้งกองพลและพอดีกับการที่สหรัฐอเมริกามีนโยบายยับยั้งการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ จึงให้การช่วยเหลือทำให้กองพล ๙๓แปรสภาพเป็นกองทหารจีนกู้ชาติ มีกำลังนับหมื่น แต่ในที่สุดสหประชาชาติก็ไม่ยินยอมให้กองพล ๙๓ อยู่บนแผ่นดินไทย และอยู่ในแผ่นดินพม่าสหประชาชาติจึงลงมติให้ย้ายกองพล ๙๓ ผ่านประเทศไทย กลับไปอยู่ไต้หวัน เมื่อปีพ.ศ.๒๔๙๖ แต่ปรากฏว่าผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองพล และทหารในกองพลนี้ระดับผู้บังคับบัญชาขึ้นมาใหม่ โดยได้ชาวจีนจากราษฏรอาสาสมัครชาวยูนานที่หนีภัยคอมมิวนิสต์ มาสมัครเป็นทหารจำนวนมาก คราวนี้ได้จัดกำลังใหม่เป็นรูป "กองทัพ" มีถึง ๕ กองทัพ คือ ท.๑ - ๕ และยืนหยัดต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ต่อไปในรัฐฉานของพม่า หาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง ลำเลียงฝิ่น เป็นกองคาราวานโดยเดินทางลำเลียงระหว่างรอยต่อของไทย พม่า และลาว จนถูกขนานนามว่า "สามเหลี่ยมทองคำ"

          ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๐๔ กองทัพก๊กมินตั๋งถูกกองทัพพม่าและจีนคอมมิวนิสต์ผลักดัน กวาดล้างอย่างรุนแรงจนไม่สามารถตั้งถิ่นฐานที่มั่นในพม่าได้อีกต่อไป จนเริ่มทะลักเข้าสู่ประเทศไทยโดยกองทัพที่ ๓ ของนายพล หลี่ เหวิน ฝาน ได้เข้ามาทางเชียงใหม่ อำเภอฝาง นายพลต้วนซี เหวิน เข้ามาตั้งมั่นอยู่ในอำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ที่ดอยตุง และดอยแม่สลองและดอยแม่สลองนี้แหละ ที่เป็นที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพที่ ๕และส่วนส่งกำลังบำรุงอยู่อย่างเจ้าของพื้นที่เลยทีเดียวในขณะนั้นผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ ซึ่งกองพันตั้งอยู่ที่อำเภอแม่ริมจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๗ มีพื้นที่รับผิดชอบในการสนับสนุนการรบของทหารราบคือ กรมผสมที่ ๗ ตลอดพื้นที่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำพูนและลำปาง เคยนำรถที่เรียกว่า รถจี๊บกลางของทหาร จะขึ้นไปสำรวจบนดอยแม่สลองแต่ขึ้นไม่ได้เพราะกลายเป็นแผ่นดินที่ต้องห้ามสำหรับคนไทยทั้ง ๆ ที่เป็นแผ่นดินไทยและในปี พ.ศ.๒๕๐๘ พวกนี้พยายามทะลักลงมาสู่ที่ราบเพื่อยึดครองพื้นที่ราบของอำเภอแม่จัน

         ในตอนนั้นผู้การกรมผสมที่๗ ท่านให้ผู้บัญชาการกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 7 ไปกับท่านนั่งเฮลิคอปเตอร์ตรวจการเคลื่อนย้ายของจีนฮ่อกลุ่มนี้และพบกำลังเคลื่อนย้ายลงมาเป็นขบวนยาวเหยียด ต้องใช้เครื่องขยายเสียงประกาศ (ให้ล่ามจีนพูด) ให้ถอนกลับขึ้นไป มิฉะนั้นจะใช้ปืนใหญ่ยิงความจริงแล้วขู่ไปอย่างนั้น เพราะปืนใหญ่ยังอยู่ที่อำเภอแม่ริมและสมัยนั้นถนนจากเชียงใหม่ไปลำปางไม่มีถนนจากเชียงใหม่ผ่านดอยสะเก็ดมาเชียงรายไม่มี มีแต่ทางรถลากไม้ซึ่งต้องเอารถจี๊บกลางบุกมาถึงเชียงราย แต่เขาก็เชื่อฟังดีจึงถอยกลับขึ้นไปบนเขากองทัพ ๕ ของนายพล ต้วน ตั้งมั่นอย่างมั่นคง มีกรมฝึกทหารใหม่เพื่อเสริมกำลังให้แก่หน่วยที่ตั้งอยู่ทางพม่ามีโรงเรียนนจีนที่นักเรียนจีนที่นักเรียนมีวินัยมาก มีการค้า การรับจ้างลำเลียงฝิ่นต่อมาได้มีการให้อพยพกลับไต้หวันในรอบสองอีก แต่พวกนี้ไม่ยอมกลับ แต่ทั้ง ท.๓ และท.๕ ประกาศให้ความร่วมมือกับกองทัพไทยทุกรูปแบบ ยอมให้ปลดอาวุธยอมมอบฝิ่นที่อยู่ในครอบครองเป็นจำนวนประมาณ ๔๐ ตัน (นำไปเผาที่หลังกองพันทหารปืนใหญ่ที่ ๗ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่)ยอมถูกปลดอาวุธ ขออยู่ใต้กฎหมายไทย ขอตั้งถิ่นฐานอยู่ในไทย ไม่ย้ายไปไหนอีกและกำลังติดอาวุธบางส่วนก็เข้าร่วมในการปราบปรามผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กับทหารไทย
         

         ในการสู้รบเพื่อยึดเขาค้อ อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทหารจีนชาติหรือจีนฮ่อ ได้ทำการร่วมอย่างเข้มแข็ง บาดเจ็บ ล้มตายไม่ใช้น้อย และได้ชัยชนะจนมีการสร้างอนุสาวรีย์เล็ก ๆ ของจีนฮ่อให้บนเขาค้อ ความจริงคืออนุสาวรีย์ของทหารจีนชาติ อดีตทหารกองพล ๙๓ และกลับมาเป็นกองทัพที่ ๕กำลังอีกพวกหนึ่งก็เข้าทำการรบชิงที่มั่น ผกค.ที่ดอยผาตั้งตอนนี้อยู่ในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงรายอยู่ไม่ไกลกันนักกับภูชี้ฟ้าที่อยู่ในเขตอำเภอเทิง ซึ่งพวกจีนฮ่อเหล่านี้ชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าทหารไทย เพราะเขาตั้งฐานอยู่บนเขามาตลอดจึงชำนาญภูมิประเทศ แม้ว่าฝ่าย ผกค.จะมีทั้งพวก ลาว ไทย ญวน และ"ม้ง" ที่ชำนาญเขาแต่เมื่อสู้รบกันก็สู้จีนฮ่อไม่ได้ เราจึงได้แผ่นดินผาตั้งที่เคยถูกประกาศว่าเป็นเขตปลดปล่อยกลับคืนมา กลายเป็นบ้านผาตั้ง ที่มีโรงแรมที่พัก มีร้านอาหารอร่อย "ขาหมู หมั่นโถว"
         

          ขอสรุปทหารจีนฮ่อที่เราเรียกกัน ความจริงแล้ว กองพล ๘๓ก็สลายไปหมดแล้ว ตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ ทหารที่ยึดครองอยู่ที่ดอยตุง และดอยแม่สลองคือทหารจีนชาติ ภายใต้การนำของนายพล ต้วน ซี เหวิน และเมื่อทางการเข้าควบคุมและกำกับดูแลตลอดจนจัดที่ทำกินให้ แล้วก็ให้มาอยู่รวมกันที่ดอยแม่สลองทั้งหมดและก่อตั้งเป็นหมู่บ้านสันติคีรี และทางกองบัญชาการทหารสูงสุด ก็ต้องตั้ง บก.๐๔ควบคุมดูแลส่งกำลังให้ พันเอก กาญจนะ ประกาศวุฒิสาร ได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "ทหารจีนชาติ ก๊กมินตั๋ง ตกค้างภาคเหนือประเทศไทย"หนังสือนี้ไม่ได้วางขายตามแผงหนังสือทั่วไป พ.อ.กาญจนะ ฯ ได้คลุกคลีอยู่ที่ บก.๐๔นานกว่า ๒๐ ปี รู้จักดีกับนายพลต้วน และเสธ.ทั้งหลายของจีนฮ่อพวกนี้ต่อมามีชื่อเป็นไทยทุกคน เสธ.กู้ อยู่หมู่บ้านทางขึ้นดอยอ่างขางจังหวัดเชียงใหม่

ดังนั้นเมื่อจบสิ้นการสู้รบกับพวกผกค.แล้ว พวกจีนฮ่อเหล่านี้ก็ได้สัญชาติไทยหมดซึ่งครั้งแรกให้เฉพาะชั้นผู้นำตามโควต้าการแปลงสัญชาติเป็นไทย ปีละ ๒๐๐คน

จีนฮ่อเป็นกลุ่มชนที่ในอดีตเคยเป็นทหารจีนคณะชาติหนีการปราบปรามของฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เข้ามาทางประเทศพม่าแล้วอพยพเข้ามาในประเทศไทยในระหว่าง ปี พ.ศ.๒๔๙๓ - ๒๔๙๙อาศัยอยู่ทางภาคเหนือของไทยในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอนการออกนอกเขตจังหวัดที่อยู่ต้องขออนุญาตจากจังหวัดกระทรวงมหาดไทยได้แบ่งชาวจีนฮ่อในประเทศไทย ออกเป็น ๓กลุ่มคือ


อดีตทหารจีนคณะชาติได้แก่บุคคลตามบัญชีรายชื่อที่ทางทหารได้สำรวจและรวบรวมเสนอคณะรัฐมนตรีและได้รับอนุมัติให้แปลงสัญชาติ และให้ฐานะเป็นคนต่างด้าว รวม ๕ รุ่น จำนวน ๑๓,๗๒๘คน ปัจจุบันทางราชการได้ผ่อนผันให้อดีตทหารจีนคณะชาติและครอบครัวอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน รวม ๘ อำเภอกับ๑ กิ่งอำเภอ

จีนฮ่ออพยพ ได้แก่คนจีนที่เป็นครอบครัวของอดีตทหารจีนคณะชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ.๒๔๙๗ - ๒๕๐๔ โดยอาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงรายเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอนการออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด

จีนฮ่ออิสระได้แก่ชาวจีนที่อ้างว่าเป็นญาติพี่น้องของอดีตทหารจีนคณะชาติ และจีนฮ่ออพยพพลเรือนหลบหนีเข้าประเทศไทย ตั้งแต่ ปี พ.ศ.๒๕๐๕ - ๒๕๓๒อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอนการออกนอกเขตจังหวัดต้องขออนุญาตจากจังหวัด

ชาวจีนฮ่อมีวัฒนธรรมดั้งเดิมในกลุ่มของตนเองเพราะมีเชื้อสายจีน ภาษาที่ใช้คือ ภาษาจีนกวางตุ้ง และภาษาจีนกลางการตั้งถิ่นฐานจะกระจายอยู่ในเขตพื้นที่ภูเขาหรือพื้นที่สูงทางภาคเหนือตอนบน

จีนฮ่อในแม่สาย
ชุมชมชาวจีนฮ่อที่เป็นที่รู้จักดีก็คือบริเวณตลาดใหม่ ม.6 บ้านป่ายาง และที่ชุมชนจีนฮ่อบ้านถ้ำซึ่งส่วนใหญjจะเป็นเครือญาติกันทั้งนั้นจากการสอบถามคนจีนฮ่อที่อาศัยอยู่ตลาดใหม่ได้ความว่าบริเวณนี้เริ่มมีชาวจีนฮ่ออพยพมาตั้งรกรากประมาณปี พ.ศ. 2492 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของชุมชนจีนฮ่อตลาดใหม่

ปัจจุบันยังมีเรือนไม้เก่า ๆให้ได้เห็นกันอยู่บ้าง แต่ก็หาที่เป็นแบบดั้งเดิมไม่ค่อยมีแล้วส่วนใหญ่จะต่อเติมจากเรือนไม้ธรรมดา ไปเป็นกึ่งปูนกึ่งไม้ตามสมัยนิยมบริเวณตลาดใหม่ยังเป็นที่ตั้งของสมาคมหยูนหนานซึ่งเป็นทั้งโรงเรียนศึกษาผู้ใหญ่ด้วยและก็เป็นที่พบปะสังสรรค์ของพี่น้องชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายด้วยเช่นกัน

ส่วนชาวจีนฮ่อที่นับถือศาสนาอิสลามจากการพูดคุยกับคนเฒ่าคนแก่ตลาดใหม่แล้ว ได้ใจความคร่าว ๆ ว่า เป็นชนเผ่าหนึ่งซึ่งเมื่อหลายร้อยปีก่อนอาศัยอยู่ในประเทศจีน เช่นเดียวกับมองโกเลีย แมนจูหรือเผ่าโลโล ซึ่งคนจีนที่นับถือศาสนาอิสลามนี้เรียกันว่า หุย หรือหุยเจี้ยวส่วนจีนฮ่อที่นับถือศาสนาพุทธจะเรียกว่าฮั่นเจี้ยว

ชนเผ่าหุยจะเป็นลักษณะสูง ขาว ผู้หญิง(โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ)จะนิยมแต่งชุดคลุมหัว (แบบอิสลามทั่วไป) ส่วนผู้ชายนิยมไว้หนวดเครายาว (ตามความนิยมของชายมุสลิมทั่วไป)
ปัจจุบันชาวจีนฮ่อในอำเภอแม่สายรุ่นหลัง ๆนี้จะมีหน้าที่การงานที่ดี ไม่เหมือนรุ่นปู่ยา ตาทวดที่ต้องหลบลี้หนีสงครามจากประเทศจีน จนต้องขาดการศึกษาที่ดีวันนี้นับว่าจีนฮ่อรุ่นใหม่ได้สร้างความเจริญให้กับท้องถิ่นที่อยู่ได้อย่างมากมายและทางรัฐบาลไทยก็ได้ทำการมอบสิทธิเป็นคนไทยให้แก่จีนฮ่อรุ่นก่อน ๆ เกือบหมดแล้วส่วนรุ่นหลัง ๆ เมื่อเกิดในแผ่นดีนไทย พวกเด็กเหล่านั้นก็เป็นคนไทยโดยกฏหมาย

Page 1 of 2

Facebook Page

หนังสือท้องถิ่นจังหวัดเชียงใหม่

ข่าวประชาสัมพันธ์ งานราชการ

Linkที่น่าสนใจ

tkc        
                 

น้ำมันวันนี้

 

ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล

 
1405496
วันนี้
เมื่อวานนี้
สัปดาห์นี้
สัปดาห์ที่แล้ว
เดือนนี้
เดือนก่อน
รวม
445
2153
2598
1395578
24957
35952
1405496
Your IP: 54.234.45.10
Server Time: 2018-01-22 06:36:39